kkdee.com, Plateform for Good Content.

หน้าหลัก / นิทาน / ชาดก


นิทานชาดกเรื่อง ชวนหังสชาดก:รักกันอยู่ไกลก็เหมือนอยู่ใกล้

ชวนหังสชาดก: รักกันอยู่ไกลก็เหมือนอยู่ใกล้



ในสมัยหนึ่ง
พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารถพระเทศนาทัฬหธัมมนนุคคหสูตร
ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...
          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
พระโพธิสัตว์เกิดเป็นชวนหงส์ มีหงส์บริวาร ๙๐,๐๐๐ ตัว
อาศัยอยู่ภูเขาจิตตกูฏ วันหนึ่ง ชวนหงส์บริวารไปกินข้าวสาลีเกิดเองในสระแห่งหนึ่งอิ่มแล้ว
ตอนเย็นก็พากันบินกลับภูเขาจิตตกูฏผ่านเมืองพารณสีไป ขณะนั้นพระราชาเมืองพารณสีทอดพระเนตรเห็นชวนหงส์บินนำหน้าฝูงหงส์ไป
จึงตรัสแก่อำมาตย์ว่า "หงส์ตัวนั้นคงจะเป็นราชาหงส์เช่นเดียวกับเราเป็นแน่"
เกิดความรักในพญาหงส์นั้นทรงถือดอกไม้่ของหอมแล้วให้ประโคมดนตรี
          พญาหงส์เหลือบเห็นพระราชายืนทอดพระเนตรตนอยู่
จึงถามฝูงหงส์ว่า "พระราชาทรงทำสักกาะรพวกเราด้วยมีพระประสงค์อะไร"
เมื่อฝูงหงส์ตอบว่า "ทรงมีพระประสงค์มิตรภาพกับพระองค์พระเจ้าข้า"
ก็ทำมิตรภาพกับพระราชาแล้วก็บินหนีไป อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปสวนหลวง
ฝ่ายชวนหงส์บินไปสระอโนดาต ใช้ปีกข้างหนึ่งนำน้ำ อีกข้างหนึ่งนำผงมาโปรยใส่พระราชา
แล้วบินกลับภูเขาจิตตกูฏ ตั้งแต่วันนั้นมาพระราชาเฝ้าแต่คิดถึงชวนหงส์
ดำริว่า "สหายของเราจะมาวันนี้ ๆ "
          สมัยนั้น
ชวนหงส์มีน้องอีกสองตัว พวกมันปรึกษากันจะบินแข่งกับพระอาทิตย์
ถูกชวนหงส์ห้ามไว้ก็ไม่ฟัง เช้าตรู่วันหนึ่งพวกมันพากันไปจับอยู่ยอดเขายุคันธร
เมื่อชวนหงส์ไม่เห็นน้องทั้งสองจึงติดตามไปที่ยอดเขายุคันธรด้วย
พอดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นไปเท่านั้น หงส์ทั้งคู่ก็บินถลาขึ้นไปกับดวงอาทิตย์นั้น
ชวนหงส์ก็บินไปกับน้องชายทั้ง ๒ ด้วย
          น้องเล็กบินแข่งไปได้นิดเดียวเพียงเวลาสายก็อิดโรยบินไปไม่ไหว
ชวนหงส์จึงนำไปส่งไว้ที่ภูเขาจิตตกูฏมอบให้ฝูงหงส์ดูแลแล้วบินกลับไปทันน้องกลาง
น้องกลางบินไปได้เวลาเที่ยงก็อิดโรยบินต่อไปไม่ไหว ชวนหงส์ก็นำเขาไปภูเขาจิตตกูฏตามเดิมขณะนั้นดวงอาทิตย์อยู่กลางฟ้าพอดี
ชวนหงส์คิดอยากลองกำลังของตนเอง ใช้เวลาบินรวดเดียวไปจับที่ยอดเขายุคันธรแล้วบินรวดเดียวมาที่ดวงอาทืตย์
บินไปกับดวงอาทิตย์ บางคราวอยู่หน้า บางคราวอยู่หลังดวงอาทิตย์
เห็นว่าไม่มีประโยชน์จึงบินไปเมืองพาราณสี เพื่อไปพบพระราชา
จับอยู่ที่สีหบัณชร (หน้าต่าง)
          พระราชาทราบว่าหงส์ผู้สหายมาถึงแล้ว
รับสั่งให้ตั้งตั่งทองให้พญาหงส์จับและตรัสว่า "พญาหงส์
ดีใจที่ท่านมา ในพระราชวังนี้ มีสิ่งใดที่ท่านรังเกียจโปรดบอกด้วย
สหาย.. มาลำพังผู้เดียวท่านไปไหนมาเล่า"
          พญาหงส์จึงเล่าเรื่องต่าง
ๆ ให้ฟัง พระราชาต้องการทอดพระเนตรความเร็วของพญาหงส์
จึงตรัสให้พญาหงส์แสดงให้ดูพญาหงส์รับคำว่า "ถ้าแข่งความเร็วกับดวงอาทิตย์นั้นก็คงจะแสดงไม่ได้แล้วละ
เพราะดวงอาทิตย์จะตกดินแล้ว ขอเชิญพระองค์ให้นายขมังธนู
๔ นายมาประชุมกันเถิด ข้าพเจ้าจักแสดงให้ดู"
          พระราชามีรับสั่งให้นายขมังธนู
๔ นายหันหน้าไปคนละทิศแล้วยิงลูกศรไปทิศทั้ง ๔ ในเวลาพร้อมกัน
มีพญาหงส์จับอยู่บนยอดเสาศิลา บินตามเก็บลูกศรที่ถูกยิงออกไปทิศทั้ง
๔ พร้อมกันโดยไม่ให้ตกลงพื้นดินแม้สักลูกเดียว พญาหงส์ปล่อยลูกธนูทิ้งไว้ที่เท้าของนายขมังธนูแล้วจับบนยอดเสาศิลาตามเดิม
         พระราชาทรงชมเชยว่า
"สหาย.. ความเร็วอย่างอื่นที่รวดเร็วกว่าท่านมีอยู่อีกหรือ
?" พญาหงส์ทูลว่า "อายุสังขารของสัตว์นั้นไงย่อมสิ้นสลายเร็วกว่าความเร็วของข้าพเจ้าตั้งร้อยเท่าพันทวี"
          พระราชาพอฟังจบเกิดการกลัวตายได้เป็นลมล้มหมดสติไป
พวกอำมาตย์เอาน้ำสรงพระพักตร์ให้พระราชาทรงฟื้นคืนสติกลับมาพญาหงส์ให้โอวาทพระราชาว่า
         "ขอเชิญพระองค์เจริญมรณสติอย่าประมาทประพฤติธรรมเถิด"
         พระราชาอ้อนวอนให้พญาหงส์อยู่ด้วยว่า
"ฉันไม่อาจจะอยู่แยกจากท่านได้ ท่านเป็นที่รักของฉัน
ขอเชิญท่านอยู่ด้วยกันกับฉันเสียที่นี่เถอะ"
          พญาหงส์
"เกิดพระองค์เมาน้ำจัณฑ์รับสั่งให้ย่างข้าพเจ้าเข้าสักวันจะทำอย่างไรละ"
          พระราชา
"เอาเถอะถึงฉันจะชอบดื่มน้ำจัณฑ์ เมื่อท่านเข้ามาอยู่ในวัง
ฉันจะเลิกดื่มน้ำจัณฑ์ก็ได้"
          พญาหงส์
"จิตใจมนุษย์รู้ได้ยาก การอยู่ด้วยกันนานเกินไปคนรักกันก็กลายเป็นคนไม่รักกันได้ข้าพเจ้าขอลาท่านไปก่อนที่ท่านจะกลายเป็นคนไม่มีความรักในข้าพเจ้าจะดีกว่า"
          พระราชา
"ถ้าไม่ได้จริง ๆ เราขอให้ท่านรับปากอย่างหนึ่ง คือ
หมั่นมาหาเราที่นี่บ่อย ๆ นะ"
          พญาหงส์
"ถ้าพวกเราอยู่กันอย่างนี้พวกเราก็จะไม่มีอันตราย
ข้าพเจ้ารับปากท่านว่า เราพบกันแน่ในคืนวันพรุ่งนี้กล่าวจบก็บินกลับภูเขาจิตตกูฏไป
สหายทั้งสองต่างไปมาหาสู่กันจนตราบสิ้นชีวิต


 


กำลังความเร็วของอายุของสรรพสัตว์รวดเร็วยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ ในโลก ขออย่าได้ประมาทเถิดท่านทั้งหลาย




ที่มา : หนังสือนิทานชาดก โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)