kkdee.com, Plateform for Good Content.

หน้าหลัก / นิทาน / ชาดก


นิทานชาดกเรื่อง ลักขณชาดก:ว่าด้วยผู้มีศีล

ลักขณชาดก: ว่าด้วยผู้มีศีล





:: สาเหตุที่ตรัสชาดก ::
.…พระเทวทัตเมื่อออกบวชแล้วคิดน้อยใจว่า ตนเป็นพระประยูรญาติ แต่มีคนเคารพน้อยกว่าสาวกองค์อื่นๆ ที่เป็นลูกชาวบ้าน วันหนึ่งขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ท่ามกลางสงฆ์ พระเทวทัตได้ลุกขึ้นกราบทูลด้วยเสียงอันดังว่า บัดนี้พระองค์ชรามากแล้ว สมควรทรงพักผ่อน ข้าพระพุทธเจ้าจะปกครองคณะสงฆ์แทนเอง พระพุทธองค์ทรงหยั่งรู้จึงทรงตอบว่า "ดูก่อนเทวทัต เธออย่าขวนขวายเป็นผู้ปกครองสงฆ์เลย จงหมั่นฝึกฝนอบรมตนปกครองตนเองให้ได้เสียก่อนเถิด"

.....พระเทวทัตได้ยินดังนั้น โกรธพลุ่งพล่านทันที คิดหาทางให้สงฆ์แตกแยก จึงกราบทูลให้พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระวินัยให้คณะสงฆ์ปฏิบัติ ๕ ประการ คือ
ข้อ ๑. พระภิกษุต้องอยู่ในป่าตลอดชีวิต
ข้อ ๒. พระภิกษุต้องเที่ยวบิณฑบาตไปจนตลอดชีวิต
ข้อ ๓. พระภิกษุต้องนุ่งห่มแต่เฉพาะ ผ้าบังสุกุล ตลอดชีวิต
ข้อ ๔. พระภิกษุต้องอยู่โคนไม้ตลอดชีวิต และ
ข้อ ๕. ห้ามพระภิกษุฉันเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต

.....พระพุทธองค์ไม่ทรงบัญญัติอย่างนั้น กลับทรงอนุญาตให้พระภิกษุถือปฏิบัติตามความเหมาะสม พระเทวทัตจึงประกาศว่า พระบรมศาสดาไม่ทรงเคร่งครัดในพระวินัย และประกาศแยกตัว โดยมีพระภิกษุบวชใหม่ตามไปด้วย ๕๐๐ รูป ต่อมาพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้พระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรไปรับกลับมา

:: เนื้อเรื่อง ลักขณชาดก ::

ในอดีตกาล พระเจ้ามคธพระองค์หนึ่งครองราชสมบัติในนครราชคฤห์ ในแคว้นมคธ. ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในกำเนิดมฤคชาติ พอเติบโต มีเนื้อหนึ่งพันเป็นบริวารอยู่ในป่า พระโพธิสัตว์นั้นมีลูก ๒ ตัวคือลักขณะ และกาฬะ. ในเวลาที่ตนแก่ พระโพธิสัตว์นั้นกล่าวว่า ลูกพ่อทั้งสอง บัดนี้ พ่อแก่แล้ว เจ้าทั้งสองจงปกครองหมู่เนื้อนี้ แล้วให้บุตรแต่ละคน รับมอบเนื้อคนละ ๕๐๐. ตั้งแต่นั้น เนื้อแม้ทั้งสองก็ปกครองหมู่เนื้อ.
ก็ในแคว้นมคธ ในสมัยข้าวกล้าอันเต็มไปด้วยข้าวกล้า อันตรายย่อมเกิดแก่เนื้อทั้งหลายในป่า เนื่องจาก พวกมนุษย์ต้องการฆ่าพวกเนื้อที่มากินข้าวกล้า จึงขุดหลุมพราง ปักขวาก ห้อยหินยนต์ [ฟ้าทับเหว] ดักบ่วงมีบ่วงลวง เป็นต้น เนื้อเป็นอันมากพากันถึงความพินาศ พระโพธิสัตว์รู้คราวที่เต็มไปด้วยข้าวกล้า จึงให้เรียกลูกทั้งสองมากล่าวว่า พ่อทั้งสอง สมัยนี้เป็นสมัยที่เต็มแน่นไปด้วยข้าวกล้า เนื้อเป็นอันมากพากันถึงความพินาศ เราแก่แล้วจักยับยั้งอยู่ในที่แห่งหนึ่ง ด้วยอุบายอย่างหนึ่ง พวกเจ้าจงพา หมู่เนื้อของพวกเจ้าเข้าไปยังเชิงเขาในป่าในเวลาเขาถอนข้าวกล้าแล้ว จึงค่อยมา. บุตรทั้งสองนั้นรับคำของบิดาแล้ว พร้อมด้วยบริวารพากันออกไป.
ก็พวกมนุษย์ทั้งหลายย่อมรู้ หนทางที่พวกเนื้อเหล่านั้นไปและมา ว่า ในเวลานี้ พวกเนื้อกำลังลงจากภูเขา ในเวลานี้กำลังขึ้นภูเขา มนุษย์เหล่านั้นพากันนั่งในที่กำบัง ณ ที่นั้น แทงเนื้อเป็นอันมากให้ตาย
ฝ่ายเนื้อกาฬะ เพราะความที่ตัวโง่ จึงไม่รู้ว่า เวลาชื่อนี้ควรไป จึงพาหมู่เนื้อไปทางประตูบ้าน ทั้งในเวลาเช้าและเวลาเย็น ทั้งเวลาพลบคํ่าและเวลาใกล้รุ่ง พวกมนุษย์ยืนและนั่งตามปรกติ นั่นแล อยู่ในที่นั้นๆ ยังเนื้อเป็นอันมากให้ถึงความพินาศ เนื้อกาฬะนั้นให้เนื้อเป็นอันมาก ถึงความพินาศ เพราะความที่ตนเป็นผู้โง่เขลาอย่างนี้ จึงเข้าป่าด้วยเนื้อมีประมาณน้อยเท่านั้น.
ส่วนเนื้อลักขณะเป็นบัณฑิตมีปัญญา ฉลาดในอุบาย รู้ว่า เวลานี้ควรไป เนื้อลักขณะนั้นไม่ไปทางประตูบ้าน ไม่ไปเวลากลางวันบ้าง ไม่ไปเวลาพลบคํ่าบ้าง เวลาใกล้รุ่งบ้าง พาหมู่เนื้อไปเวลาเที่ยงคืนเท่านั้น เพราะฉะนั้น เนื้อลักขณะจึงไม่ทำเนื้อแม้ตัวหนึ่ง ให้พินาศเข้าป่าไปแล้ว เนื้อเหล่านั้นอยู่ในป่านั้น ๕ เดือน เมื่อพวกมนุษย์ถอนข้าวกล้าแล้ว จึงพากันลงจากภูเขา.
เนื้อกาฬะ แม้ไปภายหลังก็ทำ แม้เนื้อทั้งหมดให้ถึงความพินาศ โดยนัยก่อนนั่นแหละ ผู้เดียวเท่านั้นมาแล้ว ส่วนเนื้อลักขณะ แม้เนื้อตัวเดียวก็ไม่ให้พินาศ อันเนื้อ ๕๐๐ ตัวแวดล้อมมายัง สำนักของบิดามารดา.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์เห็นบุตรทั้งสองมา เมื่อปรึกษาหารือกับนางเนื้อ จึงกล่าวคาถาว่า
ความเจริญย่อมมีแก่ชนทั้งหลายผู้มีศีล ประพฤติในปฏิสันถาร ท่านจงดูลูกเนื้อชื่อลักขณะ ผู้อันหมู่แห่งญาติแวดล้อมกลับมาอยู่ อนึ่ง ท่านจงดูลูกเนื้อชื่อกาฬะนี้ ผู้เสื่อมจากพวกญาติ กลับมาแต่ผู้เดียว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลวตํ ความว่า ชื่อว่าผู้มีศีล คือสมบูรณ์ด้วยอาจาระ เพราะมีความสุขเป็นปรกติ. บทว่า อตฺโถ ได้แก่ ความเจริญ. ปฏิสนฺถารวุตฺตินํ ชื่อว่า ผู้มีปรกติประพฤติในปฏิสันถาร เพราะมีปรกติประพฤติในธรรมปฏิสันถาร และอามิสปฏิสันถารนั้น แก่ชนเหล่านั้น ผู้มีปรกติประพฤติในปฏิสันถาร ก็ในที่นี้ พึงทราบธรรมปฏิสันถาร เช่นห้ามทำบาป การโอวาทและอนุศาสน์ เป็นต้น พึงทราบอามิสปฏิสันถาร เช่นการให้ได้ที่หากิน การบำรุงเฝ้าไข้ และการรักษาอันประกอบด้วยธรรม ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า ชื่อว่ ความเจริญย่อมมีแก่ชนผู้เป็นบัณฑิต ผู้เพียบพร้อมด้วยอาจาระ ผู้ตั้งอยู่ในปฏิสันถาร ๒ เหล่านี้ บัดนี้ พระโพธิสัตว์เมื่อจะเรียกมารดาของเนื้อเพื่อจะแสดงความเจริญนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ท่านจงดูเนื้อชื่อลักขณะ ดังนี้ ในคำที่กล่าวนั้นมีความสังเขป ดังนี้ :-
เธอจงดูบุตรของตน ผู้สมบูรณ์ด้วยอาจาระและปฏิสันถาร ไม่ทำแม้เนื้อตัวหนึ่งให้พินาศ อันหมู่ญาติกระทำไว้ข้างหน้า คือห้อมล้อมมาอยู่
แต่เออ ก็เธอจงดูเนื้อชื่อกาฬะนี้ ผู้มีปัญญาเขลา ผู้ละเว้นจากสัมปทา คืออาจาระและปฏิสันถาร ผู้เสื่อมจากญาติทั้งหลาย ไม่เหลือญาติแม้สักตัว มาแต่ผู้เดียว.
ก็พระโพธิสัตว์ชื่นชมบุตรอย่างนี้แล้ว ดำรงอยู่ชั่วอายุ ได้ไปตามยถากรรมแล้ว.
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรอันหมู่ญาติห้อมล้อมย่อมงดงาม ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน ก็งดงามเหมือนกัน. พระเทวทัตเสื่อมจากหมู่คณะ ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน ก็เสื่อมแล้วเหมือนกัน.
ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสเรื่อง ๒ เรื่องสืบอนุสนธิต่อกัน แล้วทรงประชุมชาดก ว่า
เนื้อกาฬะในครั้งนั้นได้เป็น พระเทวทัต
แม้บริษัทของเนื้อกาฬะนั้น ในกาลนั้น ได้เป็น บริษัทของพระเทวทัต
เนื้อชื่อลักขณะในกาลนั้น ได้เป็น พระสารีบุตร
แม้บริษัทของเนื้อลักขณะในกาลนั้น ได้เป็น พุทธบริษัท
มารดาในครั้งนั้น ได้เป็น พระมารดาพระราหุล
ส่วนบิดาในครั้งนั้น ได้เป็น เรา แล.

:: ข้อคิดจากชาดก ::

....๑. หมู่คณะเจริญได้ ผู้นำต้องมีศีลและปฏิสันถาร ตัวอย่างของศีล ได้แก่ การทำมาหาเลี้ยงชีพในทางที่ชอบ ที่สุจริต ส่วนเรื่องของการปฏิสันถาร ผู้ที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ควรหมั่นให้ธรรมปฏิสันถารแก่ผู้น้อย ผู้น้อยเช่นกัน แม้ในบุคคลที่เสมอกัน ย่อมนำมาซึ่งความปลาบปลื้มและความรักใคร่เอ็นดูซึ่งกันและกัน

.....๒. บุคคลควรหมั่นฝึกตน อบรมตนให้เป็นผู้ตั้งมั่นในศีลธรรมเสียก่อน แล้วจึงสั่งสอนผู้อื่นให้ประพฤติปฏิบัติตาม

....๓. โทษของการทำให้สงฆ์แตกแยก
(๑) คุณธรรมใดที่ยังไม่บรรลุ ก็จะไม่บรรลุ
(๒) คุณธรรมใดแม้บรรลุแล้ว ก็จะเสื่อม
(๓) ต้องตกนรกอยู่ตลอดกัป


หมู่คณะเจริญได้ ผู้นำต้องมีศีลและปฏิสันถาร




ที่มา : หนังสือนิทานชาดก โดย พระภาวนาวิริยคุณ