kkdee.com, Plateform for Good Content.

หน้าหลัก / นิทาน / ชาดก


นิทานชาดกเรื่อง สิคาลชาดก:ว่าด้วยสุนัขเข้าอยู่ในท้องช้าง

สิคาลชาดก: ว่าด้วยสุนัขเข้าอยู่ในท้องช้าง


     ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในกำเนิดหมาจิ้งจอก พำนักอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำใกล้ป่า

     ครั้งนั้นช้างแก่ตัวหนึ่งล้มอยู่ที่ฝั่งคงคา สุนัขจิ้งจอกออกหาเหยื่อ พบซากช้างนั้น คิดว่า เหยื่อชิ้นใหญ่เกิดแก่เราแล้ว จึงไปที่ซากนั้น

 

     กัดที่งวง ก็เป็นเหมือนเวลาที่กัดงอนไถ มันคิดว่า ตรงนี้ไม่ควรกิน

     จึงกัดที่งาทั้งคู่ ก็เป็นเหมือน เวลาที่กัดเสา

     กัดหูเล่า ก็ได้เป็นเหมือนเวลาที่กัดขอบกระด้ง

     กัดที่ท้อง ได้เป็นเหมือนเวลาที่กัดยุ้งข้าว

     กัดที่เท้า ก็ได้เป็นเหมือนเวลาที่กัดครก

     กัดที่หางได้เป็นเหมือนเวลาที่กัดสาก ดำริว่า แม้ในที่นี้ก็ไม่ควรกิน

 

     เมื่อไม่ได้รับความพอใจในอวัยวะทั้งปวง ก็กัดตรงวัจมรรค(ก้น) ได้เป็นเหมือนเวลาที่กัดขนมนุ่ม มันดำริว่า คราวนี้เราได้ที่ที่ควรกินอันอ่อนนุ่มในสรีระนี้แล้ว จึงกัดแต่วัจมรรคนั้น เข้าไปถึงภายในท้อง กินตับและหัวใจ เป็นต้น เวลากระหายน้ำ ก็ดื่มโลหิต เวลาอยากจะนอนก็เอาพื้นท้องรองนอน

 

     ครั้งนั้น สุนัขจิ้งจอกได้มีปริวิตกว่า ซากช้างนี้เป็นเหมือนเรือนของเรา เพราะเป็นที่อยู่สบาย ครั้นอยากกิน ก็มีเนื้ออย่างเพียงพอ ทีนี้เราจะไปที่อื่นทำไม จึงไม่ยอมไปในที่อื่นอีกเลย คงอยู่กินเนื้อในท้องช้างแห่งเดียว.

 

     ครั้งเวลาล่วงไป ผ่านไป จนถึงฤดูแล้ง ซากช้างนั้น ก็หดตัวเหี่ยวแห้ง ด้วยถูกลมสัมผัส และถูกแสงอาทิตย์แผดเผา ช่องที่สุนัขจิ้งจอกเข้าไปก็ปิด ภายในท้องก็มืด ปรากฏแก่มัน เหมือนอยู่ในโลกันตนรก ฉะนั้น

     เมื่อซากเหี่ยวแห้ง แม้เนื้อก็พลอยแห้ง แล้วโลหิตก็เหือดหาย มันไม่มีทางออก ก็เกิดความกลัว ซมซานไปกัดทางโน้น ทางนี้ วุ่นวายหาทางออกอยู่ เมื่อสุนัขจิ้งจอกนั้นตกอยู่ในท้องช้างอย่างนี้ ก็เป็นเหมือนก้อนแป้งในหม้อข้าว ล่วงมาสองสามวันฝนตกใหญ่ ครั้นซากนั้นชุ่มน้ำฝนก็พองขึ้น จนมีสัณฐานเป็นปกติ วัจมรรคก็เปิด มันเห็นช่องนั้น คิดว่า คราวนี้เรารอดได้แน่แล้ว ถอยหลังไปจนจดหัวช้าง วิ่งไปโดยเร็ว เอาหัวชนวัจมรรคออกไปได้ เพราะว่าร่างกายของมันซูบซีดเหี่ยวแห้ง ขนทั้งหมดก็เลยติดอยู่ที่วัจมรรคนั่นเอง มันมีจิตสะดุ้ง ด้วยสรีระอันไร้ขน เหมือนลำตาล วิ่งไปครู่หนึ่ง กลับนั่งมองดูสรีระแล้วสลดใจ ว่า

     " ทุกข์นี้ของเรา สิ่งอื่นมิได้ทำให้เลยแต่เพราะความโลภเป็นเหตุ เพราะความโลภเป็นตัวการ เราอาศัยความโลภ ก่อทุกข์นี้ไว้เอง บัดนี้นับแต่นี้ เราจะไม่ยอมอยู่ในอำนาจของความโลภ ขึ้นชื่อว่า ซากช้างละก็เราจะไม่ขอเข้าไปอีก "

 

     สุนัขจิ้งจอกนั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็หนีไปจาก ที่นั้นทันที ขึ้นชื่อว่า สรีระช้างตัวนั้นหรือตัวอื่น มันจะไม่ยอมเหลียวหลังไปมองดูอีกเลย ต่อจากนั้น สุนัขจิ้งจอกนั้น ก็ไม่ตกอยู่ในอำนาจของความโลภ.

     พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่า กิเลสที่เกิดขึ้นภายใน ต้องไม่ให้พอกพูนได้ ควรข่มเสียทันทีทันใดทีเดียว แล้วตรัสประกาศสัจจะทั้งหลาย

     ทรงประชุมชาดก ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูป ก็ดำรงอยู่ในพระอรหัตผล ในบรรดาภิกษุที่เหลือเล่า บางเหล่าก็ได้เป็นพระโสดาบัน บางเหล่าเป็นพระสกทาคามี บางเหล่าได้เป็นพระอนาคามี ก็ในกาลครั้งนั้น

     สิคาล (จิ้งจอก) ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ สิคาลชาดก

 

ภาพประกอบ โดย: Woraya Chotikun http://www.facebook.com/profile.php?id=1584395007


กิเลสที่เกิดขึ้นภายใน ต้องไม่ให้พอกพูนได้ ควรข่มเสียทันทีทันใดทีเดียว




ที่มา: