kkdee.com, Plateform for Good Content.

หน้าหลัก / นิทาน / ชาดก


นิทานชาดกเรื่อง วัณณุปถชาดก:ผู้ไม่เกียจคร้าน

วัณณุปถชาดก: ผู้ไม่เกียจคร้าน


 

     ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์ถือเกิดในตระกูลพ่อค้าเกวียน

     พระโพธิสัตว์ เจริญวัยแล้ว ทำการค้าด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม

     พระโพธิสัตว์ เดินทางผ่านทะเลทรายแห่งหนึ่งมีระยะทางประมาณ ๖๐ โยชน์ ก็ในทางกันดารนั้น ทรายละเอียดกำมือไว้ยังติดอยู่ในมือ ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นมีความร้อน เหมือนกองถ่านเพลิง ไม่อาจข้ามไปได้ เพราะฉะนั้น พระโพธิสัตว์จึงดำเนินทางโดยเอาเกวียนบรรทุกฟืน น้ำ น้ำมัน และข้าวสารเป็นต้น และเดินทาง เฉพาะเวลากลางคืน ในเวลาอรุณขึ้นกระทำเกวียนให้เป็นวงแล้ว ให้ทำปะรำไว้เบื้องบน ทำอาหารการกินให้เสร็จแต่เช้าตรู่แล้วนั่งในร่มเงาจนหมดวัน เมื่อพระ อาทิตย์อัสดงแล้ว บริโภคอาหารเย็น เมื่อพื้นดินเกิดความเย็น จึงเทียม เกวียนเดินทางต่อ การเดินทางในทะเลทรายก็เหมือนการเดินทางในทะเล จะต้องมีผู้บอกทาง ที่ดูทิศทางจากดวงดาว

     เมื่อเดินทางไปได้ ๕๙ โยชน์ คิดว่า อีกคืนเดียวเท่านั้น ก็จะพ้นจากทะเลทรายแล้ว จึงบริโภคอาหารเย็น ใช้ฟืนและน้ำให้หมดสิ้นแล้วจึงเทียมเกวียน คนนำทางให้ปูเสื่อในเกวียนเล่มแรก นอนดูดาวในท้องฟ้าบอกว่า จงขับไปข้างนี้ จงขับไปข้างโน้น คนนำทางนั้นเหน็ดเหนื่อยเพราะไม่ได้หลับ เป็นระยะกาลนาน จึงเผลอหลับไป เมื่อโคหวนกลับเข้าเส้นทางที่มาเดิม ก็ไม่รู้ตัว โคทั้งหลายได้เดินทางไปตลอดคืนยังรุ่ง คนนำทางตื่นขึ้นในเวลาอรุณขึ้น มองดูดาวนักษัตรแล้วกล่าวว่า

" จงกลับเกวียน จงกลับเกวียน "

และเมื่อคนทั้ง หลายพากันกลับเกวียนตามลำดับๆ แล้วเสร็จ อรุณก็ขึ้นไปแล้ว พวกเขาพากันกล่าวว่า

" นี่เป็นที่ตั้งค่ายที่พวกเราอยู่เมื่อวานนี้ ฟืนและน้ำของ พวกเราก็หมดแล้ว บัดนี้พวกเราต้องตายแน่แล้ว "

    จึงปลดเกวียนพักไว้เป็นวงกลมแล้วทำปะรำไว้เบื้องบน นอนเศร้าโศกอยู่ภายใต้เกวียนของตน พระโพธิสัตว์คิดว่า ถ้าเราละความเพียรเสีย คนทั้งหมดนั้นก็จะพากันตายหมด จึงเที่ยวไปในเวลาที่ยังมีความเย็น เห็นกอหญ้าแพรกกอหนึ่งคิดว่า หญ้าเหล่านี้ขึ้นมาได้ เพราะความเย็นของน้ำด้านล่าง จึงให้คนเอาจอบมา และ ให้ขุดลงไปตรงนั้น คนเหล่านั้นขุดลึกลงไปได้ ๖๐ ศอก จอบได้กระทบหินข้างล่าง พอจอบกระทบหิน คนทั้งหมดก็พากันละความเพียรเสีย ฝ่ายพระโพธิสัตว์คิดว่า ภายใต้หินนี้จะต้องมีน้ำ จึงลงไปยืนที่พื้นหิน ก้มลงเงี่ยหูฟังเสียง ได้ยินเสียงน้ำเบื้องล่าง จึง ขึ้นมาบอกกับคนรับใช้ว่า

 

" ดูก่อนพ่อ เมื่อเธอละความเพียรเสีย พวกเราจักตายกันหมด เธออย่าละความเพียร จงถือเอาค้อนเหล็กนี้ลงไปยังหลุม ทุบที่หินนี้ "

 

     คนรับใช้นั้นรับคำของพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว ไม่ละความเพียรพยายาม แม้คนอื่นๆจะเลิกพยายามและพากันยืนดูเฉยๆหมดแล้วก็ตาม  จึงลงไปทุบหิน หินแตก ๒ ซีกตกลงไปข้างล่างได้ตั้งขวาง กระแสน้ำอยู่ เกลียวน้ำประมาณเท่าลำตาลพุ่งขึ้น คนทั้งปวงพากันดื่มกิน แล้วอาบ ผ่าเพลาและแอกเป็นต้นที่เหลือก็หุงข้าวยาคู พร้อมทั้งอาหารสำหรับคนและโค เมื่อพระอาทิตย์ตก จึงผูกธงใกล้บ่อน้ำ แล้วเดินทางต่อไป

     คนเหล่านั้นขายสินค้าในที่นั้นแล้วได้กำไร ๒ เท่า ๓ เท่า ได้พากันกลับบ้านของตน คนเหล่านั้นดำรงอยู่ในอัตภาพนั้นจนชั่วอายุ แล้วไปตามยถากรรม ฝ่ายพระโพธิสัตว์กระทำบุญมีทานเป็นต้น ได้ไป ตามยถากรรมเหมือนกัน.

     พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสพระธรรมเทศนานี้แล้ว ทรงตรัสกับภิกษุผู้ละความเพียรนั้นว่า

 

" ดูก่อนภิกษุ ในกาลก่อน เธอนั้นกระทำความเพียรเพื่อต้องการทางน้ำ บัดนี้ เพราะเหตุไร เธอจึงละความเพียรในศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ เพื่อประโยชน์แก่ มรรคผลเห็นปานนี้. "

 

     พระศาสดาครั้นทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้ อย่างนี้แล้ว จึงทรง เทศน์เรื่องอริยสัจ๔  เมื่อเทศน์จบ ภิกษุละความเพียรก็บรรลุพระอรหันต์ อันเป็นผลอันเลิศ

     ทรงประชุม ชาดกแสดงว่า

     คนรับใช้ผู้ไม่ละความเพียร ต่อยหินให้น้ำแก่มหาชน ในสมัย นั้น ได้เป็นภิกษุผู้ละความเพียรรูปนี้ ในบัดนี้
     บริษัทที่เหลือในสมัยนั้น เป็นพุทธบริษัทในบัดนี้ ส่วนหัวหน้าพ่อค้าเกวียนได้เป็นเรา ดังนี้

 

จบ วัณณุปถชาดก

 

 

ข้อคิดจากชาดก

๑ . คนส่วนมาก เมื่อเห็นว่างานใกล้สำเร็จ มักจะประมาททำให้เกิดความเสียหาย เพราะคาดไม่ถึง ดังคำที่ว่า “เรือล่มเมื่อจอด” ดังนั้น ผู้นำที่ดี ควรจะติดตามควบคุมงานอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อใกล้เสร็จ ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

๒. ผู้นำที่ดีจะต้องให้กำลังใจเป็น เพราะทุกคนต้องการกำลังใจ แม้ผู้ที่สะสมบุญบารมีมากพอที่จะเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ยังต้องการกำลังใจเช่นกัน วิธีให้กำลังใจประการหนึ่ง คือ เตือนให้คำนึงถึงความดีที่เคยทำมาก่อนแล้ว

๓. ผู้นำที่ดีต้องทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตร ไม่ใช้อำนาจบาตรใหญ่อย่างเดียว การเป็นกัลยาณมิตรนั้น ต้องทำหน้าที่สำคัญ ๔ ประการ คือ

.....๑. เป็นพ่อแม่ คอยปกป้องผองภัยให้แก่ลูก

.....๒. เป็นเพื่อน คอยเตือนสติให้ได้คิด

.....๓. เป็นแพทย์ คอยดูแลเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย

.....๔. เป็นครูผู้ส่องประทีปภายใน คือ ให้ปัญญา ความรอบรู้

ขอบคุณภาพจาก kalyanamitra.org


บุคคลล่วงทุกข์ได้ เพราะ ความเพียร