kkdee.com, Plateform for Good Content.

หน้าหลัก / นิทาน / ชาดก


นิทานชาดกเรื่อง เสรีววาณิชชาดก:ว่าด้วยเหตุแห่งการจองเวรของพระเทวทัต

เสรีววาณิชชาดก: ว่าด้วยเหตุแห่งการจองเวรของพระเทวทัต


เสรีววาณิชชาดก

:: สาเหตุที่ตรัสชาดก :: 

 

.....ครั้งหนึ่ง ในสมัยพุทธกาล มีพระภิกษุรูปหนึ่งเมื่อเข้ามาบวชเรียนในพระพุทธศาสนาใหม่ ๆ ได้ตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดด้วยความพากเพียร แต่ยังไม่เห็นผลก็บังเกิดความท้อแท้ หมดกำลังใจคลายความเพียรลง เพื่อนภิกษุด้วยกันปรารถนาจะสงเคราะห์ภิกษุรูปนี้ จึงพากันไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

.....พระพุทธองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณจะอนุเคราะห์ภิกษุรูปนี้ จึงทรงระลึกชาติด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณ แล้วตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอบวชในศาสนาที่มีแก่นสาร ให้มรรคผลเห็นปานนี้ เมื่อละความเพียรเสียแล้ว จะต้องโศกเศร้าตลอดกาลนานเหมือนดังเสรีววาณิช ที่ไม่ได้ถาดทองมีค่านับแสนนั่นทีเดียว”

.....ภิกษุทั้งหลายได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลอาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเรื่องของเสรีววาณิช 

 

:: เนื้อเรื่อง :: 

 

     ในอดีตกาล ย้อนไป ๕ กัป จากภัทรกัปนี้ มีพ่อค้าเร่อยู่ สองคน อาศัยอยู่ในเมืองเสรีวะ มีชื่อตรงกันกับชื่อเมืองที่อาศัย คือ เสรีวะ วันหนึ่ง พ่อค้าทั้งสอง ได้นั่งเรือ ข้ามแม่น้ำ เพื่อนำ สินค้าไปขายยังเมืองอัฐปุระ

     แม้ว่าพ่อค้าทั้งสองจะมีชื่อเหมือนกัน แต่ทั้งสองมีนิสัยใจคอที่แตกต่างกันมาก
เพราะอีกคนมีนิสัยเป็นคนพาล ส่วนอีกคนมีนิสัยเป็นบัณทิต

     ที่เมืองอัฐปุระเป็นเมืองของเศรษฐีตระกูลหนึ่ง แต่ต่อมาตระกูลนี้เสื่อมลง เหลือแต่เพียงยายหลานสองคนตรากตรำรับจ้างเขาเลี้ยงชีพพอประทังชีวิตไปวันๆ

     วันหนึ่งพ่อค้า ที่มีนิสัยพาล ได้ผ่านมายัง บ้านของยาย หลานคู่นี้ 

     เมื่อหลานสาวทายาทตระกูลเศรษฐี ได้เห็นเครื่องประดับจึงนึกอยากได้ เลยวิ่งกลับไปยังบ้านของตน เพื่อขอเงินกับยาย มาซื้อเครื่องประดับ แต่ยายกลับบอกปฏิเสธไปเพราะเงินนั้นได้ร่อยหรอลงทุกที

     พ่อค้าที่เป็นคนพาล ได้เดินทางผ่านมายังบ้านของสองยายหลาน ทั้งสองคนจึงนำเอาถาดมาแลกเครื่องประดับ

    เมื่อพ่อค้ารับถาดมาแล้ว จึงพิจารณาดูก็ทราบว่าเป็นถาดทองคำ จึงคิดอุบายเพื่อจะแลกถาดทองคำกับสินค้าตนในราคาถูก คิดว่า

 

" เราจะต้องหลอกว่าถาดทองคำนี้ ไม่มีราคา แล้วค่อยย้อนกลับมารับซื้อถาดนี้ใหม่ รวยแน่เรา"

 

     พอตกบ่าย พ่อค้าที่เป็นบัณฑิตเดินผ่านมายังบ้านของสองคน ยายหลาน หลานสาวจึงได้อ้อนวอนยายให้ซื้อสินค้าจากพ่อค้าบัณฑิตนั้น  

     ด้วยความรักหลาน ยายจึงตามใจ ทำตามที่หลานสาวบอก สองยายหลานจึงได้เรียกพ่อค้าบัณฑิต เพื่อนำถาดมาแลกสินค้า

     เมื่อพ่อค้าที่เป็นบัณฑิตหยิบถาดขึ้นมาดู พิจารณาจึงรู้ว่าเป็นถาดทองคำมีมูลค่ามหาศาลพ่อค้าที่เป็นบัณฑิจึงได้บอกกับสองยายหลานตามความเป็นจริง

     เมื่อได้รับการยืนยันว่าเป็นถาดทองคำ พ่อค้าจึงเสนอราคาโดยขอแลกกับสินค้าของตนทั้งหมด ซึ่งเป็นเงินจำนวนมากส่วนตัวเองเหลือแค่เงินค่าข้ามฟากเท่านั้น

     หลังจากนั้นเวลาผ่านไปได้ไม่นาน พ่อค้าที่เป็นพาลได้กลับมาหาสองยายหลานเพื่อจะเอาถาดทอง

     เมื่อยายเปิดประตูออกมาพบพ่อค้าที่เป็นคนพาล จึงทำการต่อว่า และเล่าความจริงให้ทราบว่า ตนได้ขายถาดทองคำ ใหักับพ่อคัาที่เป็นบัณฑิตไปแล้วด้วยราคาที่สูงมาก

     เมื่อพ่อค้าที่เป็นพาลได้ยินว่ามีคนซื้อถาดไปแล้ว จึงเสียใจถึงกับเป็นลมหมดสติ      เมื่อฟื้นขึ้นมาก็นำข้าวของทั้งหมดเทกระจัดกระจายพูดพร่ำเพ้อเหมือนคนเสียสติ

 

" จะเอาข้าวของสักเท่าไหร่ ฉันจะยกให้ทั้งหมดเลย "

      เมื่อเหลือบไปเห็นตาชั่งก็เกิดอารมณ์พลุ่งพล่านด้วยความเสียดายถาดทองคำ จึงวิ่งไปที่ท่าเรือ

 

" ข้าจะไปเอาถาดคืน จาก เจ้าคนฉวยโอกาส "


     ณ ท่าเรือข้ามฟาก พ่อค้าที่เป็นบัณฑิต ได้นั่งเรือข้ามฟากไปยังอีกฝั่งหนึ่ง พ่อค้าพาลจึงตะโกนเรียก

 

"หยุดก่อนอย่าเพิ่งไปรับข้าไปด้วย"

 

     พ่อค้าที่เป็นบัณฑิต เห็นท่าไม่ดี จึงให้เจ้าของเรือรีบพายไปยังอีกฟากหนึ่งโดยเร็ว

     เมื่อพ่อค้าพาลเห็นเรือไม่หวนกลับมารับตน จึงเกิดความอาฆาตพยาบาท และได้ก้มลงเอามือกำเม็ดทรายไว้ แล้วตะโกนออกมาด้วยเสียงอันดัง เพื่อขอจองเวรกับพ่อค้าบัณฑิต เท่ากับจำนวนเม็ดทรายในกำมือ

     ด้วยจิตที่เร่าร้อนแผดเผาด้วยเพลิงโทสะอันรุนแรง บีบคั้นหัวใจพ่อค้าผู้นี้แตกสลาย กระอักเลือดขาดใจตายอยู่ตรงนั้นเอง

     เมื่อพ่อค้าที่เป็นคนพาลได้สิ้นชีวิตแล้ว ก็ดำดิ่งสู่นรก เพราะมีจิตที่เต็มไปด้วยความอาฆาตและพยาบาทจึงต้องทนทุกข์ทรมานอยู่หลายกัป

     ส่วนพ่อค้าที่เป็นบัณฑิตได้กลับบ้านตน นำถาดทองคำไปขายตั้งตัวทำการค้า ร่ำรวยเป็นเศรษฐี และได้ทำบุญจนตลอดชีวิต นับตั้งแต่นั้นมา พ่อค้าทั้งสองหากเกิดมาพบกันชาติใด ไม่ว่าจะเกิดเป็นสัตว์ เป็นมนุษย์ หรือแม้แต่เกิดเป็นญาติกัน พ่อค้าที่เป็นพาลก็ตามล้างผลาญพ่อค้าที่เป็นบัณฑิตตลอดมาทุกชาติ

     

 

:: ข้อคิดจากชาดก ::

.....๑. โลภนักมักลาภหาย

.....๒. คนพาลมองเห็นโทษของผู้อื่นอยู่ร่ำไป แต่มองไม่เห็นโทษของตนเอง 

.....๓. คนพาลเมื่อรู้ธรรมก็ไม่ยอมปฏิบัติตามธรรม ความรู้นั้นย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหายแก่เขา เพราะแม้รู้เรื่องภพชาติซึ่งเป็นเรื่องที่รู้ได้ยากยิ่งก็ยังนำความรู้นั้นไปเพื่อผูกอาฆาตจองเวร


คนพาลมองเห็นโทษของผู้อื่นอยู่ร่ำไป แต่มองไม่เห็นโทษของตนเอง




ที่มา : หนังสือนิทานชาดก โดย พระภาวนาวิริยคุณ www.kalyanamitra.org