kkdee.com, Plateform for Good Content.

หน้าหลัก / นิทาน / ชาดก


นิทานชาดกเรื่อง จุลลกเศรษฐีชาดก:ความฉลาดในการสร้างฐานะ

จุลลกเศรษฐีชาดก: ความฉลาดในการสร้างฐานะ


 

 

สถานที่ตรัสชาดก

 

                วัดชีวกัมพวัน  กรุงราชคฤห์

 

สาเหตุที่ตรัสชาดก

 

                ครั้งหนึ่ง  ในสมัยพุทธกาล  มีธิดาของเศรษฐีผู้หนึ่ง  ในกรุงราชคฤห์  ลอบได้เสียกับทาสชายในบ้าน   แล้วเกรงว่าถ้าเรื่องทราบถึงบิดามารดา  ตนจะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก จึงพากันหนีออกจากบ้านไปอยู่เสียที่เมืองอื่น

 

                ต่อมา นางได้ตั้งครรภ์  เมื่อครรภ์แก่  นางคำนึงถึงสวัสดิภาพของทารกในครรภ์  จึงชวนสามีกลับไปยังบ้านเดิมของตน  เพื่อจะได้อาศัยบิดามารดาช่วยเหลือดูแลในระหว่างการคลอด  ฝ่ายสามียังเกรงความผิดของตัวอยุ่  จึงได้แต่ผัดวันประกันพรุ่งไม่ยอมออกเดินทาง  วันหนึ่งขณะที่สามีไม่อยู่บ้าน  นางจึงตัดสินใจออกเดินทางไปตามลำพัง

 

                ครั้นสามีกลับมา  ทราบความแล้ว  ก็รีบเดินทางติดตามไปพบว่านางได้คลอดบุตรในระหว่างทางแล้ว  จึงพากันกลับบ้านของตนแล้วตั้งชื่อบุตรชายตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ปันถก  แปลว่า  หนทาง

 

                ต่อมาไม่นานนัก  นางตั้งครรภ์บุตรคนที่สอง  เหตุการณ์ก็เป็นไปในทำนองเดียวกันอีก  คือนางได้คลอดบุตรชายในระหว่างทาง  จึงเรียกบุตรคนแรกว่า  มหาปันถก   บุตรคนรองว่า  จุลลปันถก

 

            เมื่อบุตรชายทั้งสองของนางโตขึ้น  เห็นเพื่อน ๆ มีญาติผู้ใหญ่ทั้ง  ลุง  ป้า  น้า  อา  มาเยี่ยมเยียนดูแลให้ความอบอุ่น  ตลอดจนมีขนมนมเนยมาฝาก  แต่ตนเองไม่มีญาติแม้สักคนเดียว  ให้รู้สึกว้าเหว่หงอยเหงาเป็นกำลัง  จึงถามมารดาว่า  ทำไมเราไม่มีญาติบ้างเลย  นางก็ตอบว่า  ญาติของเรามีมาก  แต่ทว่าอยู่ที่กรุงราชคฤห์โน้นคุณตาของเจ้าก็เป็นเศรษฐีอยู่ที่นั่น  เด็กทั้งสองก็ยังซักต่ออีกว่าแล้วทำไมเราจึงไม่ไปอยู่กับญาติของเราที่โน่นล่ะ  นางก็ได้แต่อ้ำอึ้ง ครั้นถูกบุตรทั้งสองรบเต้าขอไปหาคุณตาคุณยายอยู่บ่อย ๆ และนางเห็นว่าเหตุการณ์ก็ล่วงเลยมานานแล้ว  อย่างไรเสียบิดามารดาก็คงจะให้อภัย  เพราะเห็นแก่หลานตาดำ ๆ  ซึ่งกำลังน่ารักทั้งสองคนจึงตัดสินใจให้สามีพาครอบครัวเดินทางกลับกรุงราชคฤห์

 

                เมื่อถึงกรุงราชคฤห์แล้ว  นางให้สามีรออยู่ที่ประตูเมือง  ส่วนตนเองพาบุตรทั้งสองตรงไปยังคฤหาสน์ของบิดา  ครั้นถึงแล้ว นางก็สั่งคนใช้ให้เข้าไปกราบเรียนให้บิดามารดาทราบ

 

                ฝ่ายเศรษฐียังไม่หายขุ่นเคืองใจ    จึงสั่งฝากคนใช้มาว่า

                “บรรดาชาวโลกทั้งหลายผู้ท่องเที่ยวอยู่ใน  สังสารวัฏย่อมไม่มีใครที่ไม่เคยเกิดเป็นบุตรเป็นบิดากันเลย  แต่เขาทั้งสองกระทำความผิดไว้อย่างมหันต์  ฉะนั้นเราจึงไม่ต้องการเห็นหน้าอีก  จงนำทรัพย์จำนวนนี้ไปมอบให้เขาแล้วให้รีบไปอยู่เสียที่อื่น  แต่เด็กทั้งสองไม่มีความผิด  จงส่งมาอยู่กับเรา”

 

                นางรับทรัพย์จำนวนนั้นแล้ว  คำนึงถึงอนาคตของลูกน้อยทั้งสอง  จึงตัดใจมอบบุตรให้กับเศรษฐีผู้บิดา  พร้อมกับรับทรัพย์จำนวนนั้นมา  แล้วจากไปด้วยน้ำตานองหน้า   เด็กทั้งสองจึงเติบโตในตระกูลของคุณตาสืบมา

 

                ครั้นท่านเศรษฐีเห็นว่ามหาปันถกโตพอรู้ความแล้ว  จึงพาไปฟังพระธรรมเทศนาเฉพาะพระพักตร์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่เสมอ  ๆ เป็นเหตุให้บังเกิดความศรัทธาเลื่อมใสในพระศาสนาใคร่จะบวช  ท่านเศรษฐีจึงพาหลานไปกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อขอบวช

 

                เมื่อบวชแล้ว  สามเณรมหาปันถกตั้งใจศึกษาพุทธธรรมอย่างจริงจัง  เมื่ออายุครบแล้วก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุและตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมอย่างเคร่งครัด  ต่อมาไม่นานก็สามารถสำรวมใจให้สงบหยุดนิ่งตั้งมั่นไม่หวั่นไหว  เข้าถึงธรรมกายอรหัต  หมดกิเลสโดย  สมุจเฉทปหาน  เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในพระพุทธศาสนา

 

                พระมหาปันถกเสวยสุขที่เกิดจากการบรรลุคุณธรรมอันวิเศษแล้ว  ปรารถนาจะให้น้องชายคู่ทุกย์คู่ยากได้รับความสุขอันเป็นอมตะเช่นท่านบ้าง  จึงกลับไปรับจุลลปันถถกมาบวชเป็นสามเณรอยู่ด้วย

 

                สามเณรจุลลปันถกซึ่งแต่เดิมเป็นคนมีสติปัญญเฉลียวฉลาด มีปฏิภาณไหวพริบดีอย่างไม่มีใครเทียบได้  ก็กลับกลายเป็นคนโง่ทึบไปอย่างกะทันหัน  แม้พระมหาปันถกสอนให้ท่องคาถาสั้น  ๆ เพียง 1 บท  เท่านั้น  ท่องอยู่ถึง  4 เดือนก็ยังไม่ได้  แม้ต่อมาอุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว  ก็ยังคงโง่ทึบอยู่เช่นเดิม  จึงเข้าใจว่าภิกษุน้องชายคงจะอาภัพ  เกียจคร้านไม่เอาจริง  แล้วไล่ให้สึกเสีย  ฝ่ายพระจุลลปันถกไม่ปรารถนาจะสึก  ยังมีความอาลัยในพุทธธรรมอย่างยิ่ง

 

                สมัยนั้น  พระมหาปันถกรับหน้าที่เป็น  ภัตตุเทศก์  เมื่อหมอชีวกโกมารภัจจ์มานิมนต์พระภิกษุทั้งวัดให้ไปฉันภัตตาหารยังบ้านของตนในวันรุ่งขึ้น  โดยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข  พระมหาปันถกจึงรับนิมนต์ไว้หมด  เว้นแต่พระจุลลปันถกรูปเดียวเพราะเห็นว่าเป็นคนโง่ทึบ ไม่ควรให้ไปร่วมฉันภัตตาหารด้วย

 

                ฝ่ายพระจุลลปันถกทราบดังนั้น   ก็คิดน้อยใจว่า  พี่ชายของเราคงหมดเยื่อใยในเราแล้วอย่างแน่นอน  จะมีประโยชน์อะไรที่จะบวชอยุ่ต่อไป  ควรสึกไปเป้นคฟหัสถ์สร้างบุญสร้างกุศลไปตามกำลังจะดีกว่า  จึงตัดสินใจว่าจะสึกในเช้ามืดวันรุ่งขึ้น

 

                เช้ามืดวันนั้นเอง  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอดส่องพระญาณตรวจดูสัตว์โลกว่าจะมีใครควรแก่การบรรลุธรรมบ้าง  จะได้เสด็จไปโปรด  ถึงคราวที่กุศลกรรมที่เคยทำในอดีตจะส่งผล  ภาพพระจุลลปันถกปรากฏขึ้นในข่ายพระญาณ  พระพุทธองค์จึงเสด็จไปประทับยืนดักรออยู่บริเวณหน้าซุ้มประตูวัดนั้น

                ขณะนั้นพระจุลลปันถกเดินร้องไห้ผ่านมา    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสให้สติว่า

 

                “จุลลปันถก  เธอบวชในสำนักของเรา  เมื่อถูกพี่ชายขับไล่ ทำไมไม่ไปหาเราเล่า  มาเถอะ  มาอยู่ในสำนักของเรา”  แล้วทรงนำพระจุลลปันถกไปยังพระคันธกุฎี

 

                พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงระลึกชาติหนหลัง   ด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณ  พบว่าในอดีตชาติ  พระจุลลปันถกเคยเกิดเป็นพระราชา  ขณะกำลังทรงเลียบพระนคร  พระเสโท  ไหลจาก  พระนลาฎ  ก็เอาผ้าขาวผืนใหญ่เช็ด  ผ้านั้นก็เปรอะเปื้อนหมองคล้ำไป จึงเกิดความสลดใจรำพึงว่า  ผ้าขาวสะอาดหมดจดแต่เมื่อถูกกายของเราเข้าเท่านั้น  ก็กลับกลายเป็นของเศร้าหมองไป   สังขารของคนเราไม่น่าชื่นชมอย่างนี้เอง  ชีวิตของพวกเราไม่เที่ยงอย่างนี้เอง

 

                พระพุทธองค์ทรงเห็นว่าพระจุลลปันถกมีอุปนิสัยในการพิจารณาเช่นนี้มาก่อน  จึงทรงเนรมิตผ้าขาวบริสุทธิ์ผืนหนึ่งด้วยพุทธานุภาพ  ประทานแก่พระจุลลปันถก  ตรัสสั่งให้นั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก  แล้วลูบคลำผ้าผืนนั้น  พร้อมกับบริกรรมภาวนาว่า  “รโชหรณ  รโชหรณ (ผ้าเช็ดธุลี  ผ้าเช็ดธุลี)”   ไปเรื่อย ๆ

 

                ครั้นถึงเวลาฉันภัตตาหาร  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เสด็จนำพระภิกษุสงฆ์ทั้งวัดไปยังบ้านหมอชีวก

 

                ฝ่ายพระจุลลปันถกนั่งมองดูดวงอาทิตย์ไป  มือก็ลูบผืนผ้าขาวไป  พร้อมกับบริกรรมภาวนาตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสั่งไว้ทุกประการ  ชั่วครู่  เมื่อก้มดูผ้าในมือก็เห็นหมองคล้ำ  จึงบังเกิดความสลดใจว่า  ผ้าขาวบริสุทธิ์แท้ ๆ  โดนกายเราเพียงครู่เดียวเท่านั้นก็กลับกลายเป็นผ้าสกปรกเปรอะเปื้อนถึงปานนี้  ทำให้ฉุกคิดขึ้นมาว่า  สังขารทั้งหลายที่ว่าสวยงามนั้น  ที่แท้แล้วเป็นที่จับเกาะของละอองธุลีทั้งหลาย  เป็นที่รองรับการไหลออกของเหงื่อไคล  โดยปกติร่างกายมักสกปรกเปรอะเปื้อน  ต้องคอยชำระล้างให้สะอาดอยู่เสมอสังขารทั้งหลายแท้ที่จริงแล้ว  มีแต่ความไม่เที่ยง  ต้องเสื่อมไปทุกขณะเป็นธรรมดา

 

                ขณะนั้น  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับฉันภัตตาหารอยู่ที่บ้านหมอชีวก  ทรงทราบด้วยพระญาณว่า  ใจของพระจุลลปันถกนุ่มนวล  ควรแก่การเข้าถึงธรรมแล้ว  จึงเปล่งพระรัศมีมาปรากฏดังประทับอยู่เฉพาะหน้าพระจุลลปันถก  แล้วตรัสว่า

 

                “ผ้านั้นเศร้าหมองได้ด้วยฝุ่นธุลีฉันใด  ใจของคนเราก็ฉันนั้น  ย่อมเศร้าหมองได้ด้วยธุลี  คือ กิเลส  อันได้แก่  ราคะ   โทสะ  โมหะ  เธอจงชำระธุลีแห่งใจคือ  ราคะ  โทสะ  โมหะ  ทั้งสามประการนี้ออกเสียให้สิ้น”

 

                จบพระธรรมเทศนา  พระจุลลปันถกสามารถประคองใจให้หยุดนิ่ง  ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว  ณ  ศูนย์กลางกาย  บรรลุธรรมกายอรหัต  สำเร็จเป็นพระอรหันต์พร้อมด้วย  ปฏิสัมภิทาญาณ  4 ณ  ตรงนั้นเอง

 

                ฝ่ายหมอชีวกน้อมนำ  ทักษิโณทก  เข้าไปถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระองค์ทรงปิดบาตรด้วยพระหัตถ์  แล้วตรัสว่า

 

                “ชีวก  ในวัดยังมีภิกษุอีกรูปหนึ่งมิใช่หรือ ? “

                พระมหาปันถกกราบทูลว่า

                “ภิกษุทั้งหลายมาหมดแล้วพระเจ้าข้า”

                พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า

                “ยังมีอีก   ชีวก”

 

                หมอชีวกจึงส่งคนไปดูที่วัด  ขณะนั้นพระจุลลปันถกรู้ด้วยญาณของธรรมกาย  จึงอธิษฐานจิตเนรมิตตนเป็นภิกษุจำนวนพันรูปกำลังทำกิจต่าง ๆ  ไม่ซ้ำกันเลยอยู่เต็มวัด  บ้างก็กวาดลานวัด บ้างก็ซักสบงจีวร  บ้างก็เดินจงกรม ฯลฯ  เมื่อคนรับใช้เห็นภิกษุมากมายถึงปานนั้น  จึงรีบกลับมารายงานว่า  ที่วัดมีภิกษุเต็มไปหมด  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสั่งให้คนรับใช้กลัยไปที่วัดอีกครั้งหนึ่งแล้วให้บอกว่า  พระบรมศาสดาตรัสเรียกหาพระจุลลปันถก  คนรับใช้ทำตามคำสั่ง  ภิกษุทั้งพันรูปก็ขานรับว่า  ตนชื่อ  จุลลปันถก  เขาจึงรีบกลับมาทูลว่า  ภิกษุทั้งวัดชื่อจุลลปันถกเหมือนกัน  พระพุทธองค์จึงตรัสสั่งให้คนรับใช้กลับไปอีกครั้งที่สามและให้คอยจ้องดูให้ดี ๆ ว่า  ถ้ารูปใดขานรับขึ้นก่อน  ให้จับมือภิกษุรูปนั้นไว้

 

                ครั้นคนรับใช้ทำตามรับสั่ง  ภาพภิกษุรูปอื่นทั้งวัดก็หายไปทันที  คนรับใช้จึงนิมนต์พระจุลลปันถกไปยังบ้านหมอชีวก

 

                เมื่อพระจุลลปันถกมาถึงแล้ว  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสั่งให้หมอชีวกจัดภัตตาหารถวาย  และกำหนดให้เป็นผู้กล่าวอนุโมทนาอีกด้วย

 

                วันรุ่งขึ้น  พระภิกษุประชุมสนทนากันในธรรมสภา  ต่างพากันสรรเสริญพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอเนกประการที่ทรงพระปรีชาสามารถช่วยให้พระจุลลปันถกบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์  พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณ  4  แทงทะลุปรุโปร่งในพระไตรปิฎกตลอด 84,000  พระธรรมขันธ์  ชั่วระยะเวลาเพียงเล็กน้อยก่อนฉันภัตตาหารเท่านั้น

 

                ครั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบความแล้ว  จึงทรงระลึกชาติด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณ  แล้วตรัสว่า

 

                “ภิกษุทั้งหลาย  ตถาคตได้ช่วยพระจุลลปันถกไม่เฉพาะแต่ในบัดนี้เท่านั้น  แม้ในกาลก่อน  ตถาคตก็เคยช่วยให้พระจุลลปันถกได้เป็นเศรษฐีมาแล้วเช่นกัน”

 

                แล้วตรัสเล่า    จุลลกเศรษฐีชาดก  ดังต่อไปนี้

 

เนื้อหาชาดก

 

                ครั้งหนึ่งในอดีตกาล  มีเศรษฐีผู้หนึ่งชื่อจุลลกะ เป็นผู้มีความสามารถพยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำโดยอาศัยเหตุจากนิมิตต่าง ๆ วันหนึ่งจุลลกเศรษฐีนั่งรถม้าผ่านมาก  เห็นหนูตายตัวหนึ่งอยู่บนถนน พิจารณาดูแล้ว   ทำนายว่า

 

                “ถ้าใครมีปัญญา  ย่อมสามารถนำหนูตายตัวนี้ไปเป็นทุนประกอบการค้าให้เจริญรุ่งเรืองเป็นเศรษฐีได้”

 

                ชายหนุ่มยากจนคนหนึ่งได้ยินเข้า  ก็คิดว่าท่านเศรษฐีผู้นี้เป็นบัณฑิตย่อมไม่พูดพล่อย  ๆ ถ้าไม่แน่ใจจริงแล้ว  คงไม่พูดเช่นนั้น จึงนำหนูตายตัวนั้นไปขายให้ยายแก่ใจบุญคนหนึ่ง  สำหรับเป็นอาหารแมว  ได้เงินมา 1  กากณึก เท่านั้น

 

                วันรุ่งขึ้นเขาได้นำเงินนั้น  ไปซื้อน้ำอ้อยจากต้นแหล่งซึ่งอยู่นอกเมือง  (เพราะราคาถูก)  แล้วนำไปตั้งไว้ที่ประตูเมืองคู่กับน้ำดื่มอีกหม้อหนึ่ง  เมื่อคนเก็บดอกไม้กลับจากป่ากำลังกระหายน้ำเต็มที่ผ่านมา   ก็เชิญชวนให้ดื่มน้ำนั้น  ครั้นหายเหนื่อยแล้ว  คนเหล่านั้นก็ให้ดอกไม้แก่เขาคนละกำเป็นการตอบแทน

 

                วันต่อมา    ชายหนุ่มนั้นก็นำเงินที่ได้จากการขายดอกไม้ไปซื้อน้ำอ้อย  และจัดเตรียมน้ำดื่มเช่นเดิมอีก  คราวนี้เขานำไปให้คนเก็บดอกไม้ถึงในป่าทีเดียว  จึงได้รับดอกไม้ตอบแทนถึงครึ่งหนึ่งของที่เก็บได้  แล้วนำไปขายเช่นเคย  เขาทำอยู่อย่างนี้ไม่นานก็สามารถรวบรวมทรัพย์ได้ถึง  8 กหาปณะ

 

                ต่อมาวันหนึ่งในต้นฤดูฝน  ฝนตกหนัก  พายุพัดแรง กิ่งไม้ ต้นไม้  ในพระราชอุทยานหักโค่นล้มระเนนระนาด ผู้รักษาพระราชอุทยาน  กำลังหนักใจเพราะไม่รู้ว่าจะขนต้นไม้  กิ่งไม้เหล่านี้ไปทิ้งที่ไหนดี

 

                ชายหนุ่มจึงรับอาสาทำความสะอาดอุทยาน  โดยขอต้นไม้กิ่งไม้เหล่านั้นเป็นของตอบแทน   นายอุทยานก็ตกลงทันที  เขาจึงไปยังสนามเด็กเล่น  ชักชวนเด็ก  ๆ  มาดื่มน้ำอ้อย  แล้วให้ช่วยกันขนต้นไม้กิ่งไม้ไปกองไว้ที่ประตูพระราชอุทยาน  เด็กเหล่านั้นก็ช่วยกันขนอย่างสนุกสนาน  ครู่เดียวก็เสร็จ  ส่วนเขาเองไปหาช่างปั้นหม้อของหลวง  เสนอขายไม้เหล่านั้นทำฟืน  ได้ทรัพย์ถึง  16 กหาปณะ  และยังได้โอ่งน้ำเนื้อดีใยใหญ่และหม้อไหต่าง ๆ แถมมาอีก  5 ใบด้วย

 

                เขานำโอ่งใส่น้ำดื่มไปตั้งไว้ใกล้ปากประตูเมือง  เชิญชวนให้คนเกี่ยวหญ้าเลี้ยงสัตว์  ประมาณ  500 คน  ดื่มแก้กระหาย  คนเกี่ยวหญ้าเหล้านั้นดื่มน้ำแล้ว   ก็คิดจะตอบแทนคุณจึงถามว่ามีธุระสิ่งใดจะให้ช่วยบ้าง  เขาตอบว่า  ขณะนี้ยังไม่มี ต่อเมื่อไรมีจึงจะแจ้งให้ทราบ

 

                อยู่ต่อมาไม่กี่วัน  เขาได้ข่าวว่าวันรุ่งขึ้นจะมีพ่อค้านำม้ามาที่เมืองนี้ถึง  500 ตัว  เขาจึงเอ่ยปากขอหญ้าจากคนเกี่ยวหญ้าคนละฟ่อน  และขอร้องว่า  ถ้าเขายังไม่ได้ขายหญ้าเหล่านั้นแล้วก็ขอให้คนเกี่ยวหญ้าอย่างเพิ่งขายหญ้าของตนไปเป็นอันขาด วันนั้นเขาได้หญ้าถึง  500  ฟ่อน  เมื่อพ่อค้าม้าหาซื้อหญ้าเลี้ยงม้าจากที่ใดไม่ได้เลย  จึงต้องซื้อจากเขาเป็นเงินสูงถึง  1,000  กหาปณะ  และยังทำให้คนเกี่ยวหญ้า  ขายหญ้าได้ในราคาดีตามไปด้วย

 

                อีก 2-3 วันต่อมา มีคนส่งข่าวอีกว่า  บัดนี้เรือบรรทุกสินค้ามาถึงท่าแล้ว  เขาจึงรีบหาเช่ารถม้าซึ่งมีบริวารมาด้วยอย่างโก้หรูขับไปที่ท่าเรือ แล้วมัดจำสินค้าทั้งหมดไว้  เมื่อพ่อค้านับร้อยคนของเมืองพาราณสีมาขอซื้อสินค้า   นายเรือก็แจ้งว่ามีพ่อค้าใหญ่มามัดจำสินค้าไปหมดแล้ว  พ่อค้าเหล่านั้นจึงขอร่วมลงทุนในเรือสินค้ากับเขาคนละ  1,000  กหาปณะ  และอีก  1,000  กหาปณะ  สำหรับเป็นค่าสินค้า  เขาจึงขายสินค้านั้นให้ไป  ได้กำไรทันที   200,000  กหาปณะ

 

                ชายหนุ่มมีฐานะร่ำรวยขึ้นทันตาเห็น  สมดังคำพยากรณ์ของจุลลกเศรษฐีภายในเวลา  4  เดือนเท่านั้น  เขาได้นำทรัพย์จำนวน   100,000  กหาปณะ  เป็นเครื่องสักการะต่างดอกไม้  ธูปเทียนไปกราบท่านจุลลกเศรษฐี  เป็นการแสดงความ  กตัญญูกตเวที  แล้วเล่าเรื่องทั้งปวงของตนให้ฟัง  ท่านเศรษฐีเห็นความมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด  ความอุตสาหะพากเพียรและความกตัญญูกตเวทีของเขา  จึงยกบุตรีให้พร้อมกับมอบทรัพย์สมบัติให้ครอบครอง

 

                ต่อมาภายหลังจากที่ท่านจุลลกเศรษฐีสิ้นชีวิตไปแล้ว  ชายหนุ่มผู้นี้ก็ได้ตำแหน่งเศรษฐีของเมืองพาราณสีสืบแทน

 

ประชุมชาดก

 

                ครั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงชาดกจบแล้ว   จึงตรัสคาถาว่า

 

 

                “คนมีปัญญาเฉลียวฉลาด  ย่อมตั้งตนได้ด้วยทุนแม้น้อยดุจคนก่อไฟกองน้อย  ๆ ให้เป็นกองใหญ่   ฉะนั้น”

 

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประชุมชาดกว่า

                ชายหนุ่มผู้มีปัญญา         ได้มาเป็นพระจุลลปันถก

            จุลลกเศรษฐี                   ได้มาเป็นพระองค์เอง

 

ข้อคิดจากชาดก

 

  1. บิดามารดาไม่ควรให้บุตรหญิงและชายของตนใกล้ชิดคลุกคลีกับเพศตรงข้ามจนเกิดเหตุแม้ที่สุด

ระหว่างคนใช้ชายกับบุตรสาว  หรือคนใช้สาวกับบุตรชาย  ตลอดจนพี่ชายกับน้องสาว  ร่วมอุทรก็เช่นกัน  เพราะเมื่อกามกำเริบได้แล้ว  ไม่ว่าจะเป็นคนยากจนหรือคนร่ำรวย  มักขาดความละอายบาป  กลัวบาปด้วยกันทั้งสิ้น

  1. การล้อเลียน เยาะเย้ย  ถากถางเหยียบย่ำผู้ที่ด้วยกว่า  เช่น โง่กว่า  ขี้เหร่กว่า  ยากจนกว่า ชาติ 

ตระกูล ฐานะ  ตำแหน่ง ต่ำต้อยกว่า  อ่อนแอกว่า  ฯลฯ  ล้วนเป็นการสร้างบาปด้วยปากทั้งสิ้น ไม่ควรทำ  มิฉะนั้น  จะต้องทนรับบาปกรรมนับภพนับชาติไม่ถ้วน

  1. ข้อคิดสำหรับผู้เริ่มสร้างฐานะ
  2. ไม่เป็นคนเลือกงาน หรือดูถูกว่าเป็นงานต่ำต้อยเมื่อพิจารณาว่างานนั้นเป็นสัมมาอาชีวะ  ไม่ผิดศีลธรรมแล้ว  ก็ควรทำ
  3. ไม่เป็นคนเกียจคร้าน ไม่เห็นแก่หลับนอน  โบราณท่านว่า

ทรัพย์นั้นอยู่ใกล้    หาได้  บ่  นาน

แม้นใครขี้คร้าน      บ่  พานพบเลย

  1. ไม่เป็นคนทำงานสะเพร่า ทำงานหยาบ  สักแต่ว่าขอไปที  ขาดความสังเกต  ต้องหมั่นคิดปรับปรุงแก้ไขงานให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ
  2. ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต จะต้องประกอบด้วยองค์คุณ  4  ประการ  คือ
  3. เป็นผู้มีความรู้ดี
  4. เป็นผู้มีความสามารถดี
  5. เป็นผู้มีความประพฤติดี
  6. เป็นผู้มีบุญเก่าสร้างสมไว้ดี
  7. ไม่ว่ายุคใดสมัยใด ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของคนทั้งหลาย เพราะฉะนั้น  บุคคลผู้หวังความ

สุข  ความเจริญ  ควรให้ทานอยู่เป็นนิจ  ถ้ามีมาก ก็ให้มาก  ถ้ามีน้อย  ก็ให้น้อย  แต่ที่จะไม่ให้เลยนั้น  ไม่สมควรอย่างยิ่ง

  1. การทำงานใด ๆ ก็ตาม  ไม่ว่างานใหญ่หรืองานเล็กจะต้องมีศรัทธาในงานที่ทำ  มีความพยายามไม่ลดละ   ตั้งใจและเอาใจใส่ในงานที่ทำอยู่เสมอ  รู้จักหาวิธีการทำงานให้สำเร็จด้วยดี  แต่ทั้งนี้เราจะต้องเป็นคนที่ตั้งมั่นอยุ่ในศีลธรรมด้วย  จึงจะเป็นที่ยอมรับนับถือของผู้ที่เราร่วมงาน

 

ภาคผนวก

เรื่องในอดีตอีกชาติหนึ่งของพระจุลลปันถก

               

ในเย็นวันที่พระจุลลปันถกบรรลุธรรมนั้นเอง  พระภิกษุทั้งหลายต่างประชุมสรรเสริญพระคุณแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า

 

                “พระมหาปันถกไม่ทราบเรื่องในอดีตของพระจุลลปันถก  จึงคิดว่าพระจุลลปันถกโง่  และขับไล่ออกจากพระวิหาร  แต่พระบรมศาสดาของเราทรงเป็นพระธรรมราชา  สามารถประทานอรหัตผล พร้อมปฏิสัมภิทาแก่พระจุลลปันถกได้  น่าอัศจรรย์จริง”

 

                ครั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบ  จึงตรัสว่า

 

                “ภิกษุทั้งหลาย  จุลลปันถกมิได้เป็นคนโง่เฉพาะแต่ในบัดนี้  แม้ในกาลก่อนก็เป็นผู้โง่มาแล้วเหมือนกัน  และตถาคตก็มิได้เป็นที่พึ่ง  แก่จุลลปันถกเฉพาะแต่ในชาตินี้  แม้ในชาติก่อนตถาคตก็ได้เป็นที่พึ่งแก่เธอมาแล้ว  ต่างกันแต่ว่าในกาลก่อนเราได้ทำให้เธอเป็นเจ้าของโลกียสมบัติ  ส่วนบัดนี้ได้ทำให้เธอเป็นเจ้าของโลกุตรสมบัติ”

 

                แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาเล่า  มีความโดยย่อดังต่อไปนี้

                ครั้งหนึ่ง  ในอดีตกาล  มีมาณพผู้หนึ่งอาศัยอยู่ในนครพาราณสี ต่อมาได้เดินทางไปศึกษาศิลปวิทยายังเมืองตักสิลา    มาณพผู้นี้เป็นคนขยันหมั่นเพียรและตั้งใจศึกษาเล่าเรียนจึงเป็นที่รักของอาจารย์แต่เนื่องจากเป็นคนโง่ทึบไม่สามารถเรียนอะไรได้ดังตั้งใจ  จึงเกิดความท้อแท้ใจ  ในที่สุดก็ขอลาอาจารย์กลับบ้าน

 

                ก่อนกลับ  อาจารย์มีความสงสารคิดจะช่วยเหลือศิษย์อีกสักครั้งหนึ่ง  จึงคัดเลือกมนต์บทหนึ่ง  มีความว่า

 

                “ ฆเฏสิ   ฆเฏสิ   กึการณา   ฆเฏสิ   อหปิต   ชานามิ   ชานามิ”

 

                แปลว่า  ท่านพยายาม   ท่านพยายาม   ท่านพยายามทำไม   เรารู้   เรารู้

 

                แล้วเคี่ยวเข็ญมาณพนั้นให้ท่องมนต์นี้กลับไปกลับมานับร้อย ๆ ครั้ง  จนแน่ใจว่าจำได้แล้ว  จึงสั่งย้ำให้ท่องบ่นมนต์นี้ไว้เป็นนิจจักได้อาศัยมนต์บทนี้ดำรงชีวิตได้

 

                ในครั้งนั้น   พระเจ้ากรุงพาราณสี  ใคร่จะทราบทุกข์สุขของชาวบ้านอย่างแท้จริง   จึงปลอมพระองค์เป็นสามัญชนเสด็จไปตามบ้านเรือนต่าง ๆ ในเวลาเย็น  เนื่องจากทรงดำริว่า  ชาวบ้านชาวเมืองย่อมจะสนทนาปรับทุกข์สุขกันในช่วงเวลาอาหารเย็น

 

                เวลาดึกของคืนวันหนึ่ง  พระองค์ทอดพระเนตรเห็นโจรกลุ่มหนึ่งกำลังขุดอุโมงค์  เพื่อเข้าไปลักทรัพย์ในบ้านหลังหนึ่ง  จึงประทับยืนแอบอยู่ในมุมมืด  ครั้นแล้วทรงสดับเสียงสาธยายมนต์ของมาณพในเรือนนั้นว่า  “ฆเฏสิ   ฆเฏสิ   กึการณา   ฆเฏสิ   อหปิต   ชานามิ   ชานามิ”

 

                เมื่อโจรเหล่านั้นได้ยินเสียงสาธยายมนต์ก็ตกใจ  คิดว่าคงมีคนบนเรือนเห็นการกระทำของตน  จึงรีบหนีไปโดยเร็ว  ฝ่ายพระราชาเมื่อเห็นโจรวิ่งหนีไปแล้ว  จึงเสด็จกลับพระราชวัง

 

                วันรุ่งขึ้น  พระราชาจึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้มาณพนั้นมาเข้าเฝ้า  ทรงขอให้มาณพนั้นสอนมนต์ให้  แล้วพระราชทานทรัพย์จำนวนมากให้เป็นค่าตอบแทน

 

                ในครั้งนั้น  เสนาบดีคบคิดกับ  กัลบก  ว่า   เมื่อถึงเวลาจะแต่งพระมัสสุ  ถวายพระราชา  ให้กัลบกใช้มีดโกนเชือด  พระศอ  เสีย เสนาบดีนั้นก็จะได้เป็นพระราชา  ส่วนตัวกัลบกจะได้เป็นเสนาบดีแทน

                เมื่อถึงวันแต่งพระมัสสุ  กัลบกกำลังจะเริ่มดำเนินการตามแผนที่วางไว้  แต่เกรงว่า  มีดโกนจะทื่อไป  จึงถอยไปยืนลับมีดอยู่

 

                ในขณะนั้น  บังเอิญพระราชาทรงรำลึกถึงมนต์  จึงสาธยายออกมาดัง  ๆ  ว่า  “ฆเฏสิ   ฆเฏสิ   กึการณา   ฆเฏสิ   อหปิต   ชานามิ   ชานามิ”

 

                กัลบกได้ยินดังนั้นถึงกับเหงื่อตก  เข้าใจผิดคิดว่าพระราชาทรงทราบเรื่องแล้ว  จึงโยนมีดทิ้งไปที่พื้น   แล้วหมอบกราบแทบพระบาทพลางกล่างละล่ำละลักว่า

 

                “ขอได้โปรดพระราชทานอภัยโทษแก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด”

 

                พระราชาทราบทันทีว่า   กัลบกกำลังคิดปองร้ายพระองค์จึงตรัสขึ้นว่า

                “เจ้าจงสารภาพความจริงมาทั้งหมด  เจ้ากัลบกใจร้าย !”

 

                ครั้นกัลบกกราบทูลเรื่องทั้งหมดที่เสนาบดีวางแผนไว้แล้ว   พระองค์จึงมีรับสั่งให้เนรเทศเสนาบดีออกจากพระนคร

 

                เมื่อเหตุการณ์สงบแล้ว  พระราชาทรงสำนึกในพระราชหฤทัยว่า   “เรารอดชีวิตมาได้ครั้งนี้เพราะอาศัยอาจารย์ของเรา”  จึงมีพระราชดำรัสให้ตามมาณพผู้เป็นอาจารย์มาเข้าเฝ้า    ทรงกระทำการยกย่องนับถือเป็นอันมาก  และพระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่มาณพนั้น

 

                เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเล่าอดีตนิทานจบลงแล้วทรงประชุมชาดกว่า

                มาณพในครั้งนั้น                 ได้มาเกิดเป็นพระจุลลปันถก

                ส่วนอาจารย์ในนครตักสิลานั้น      ได้มาเป็นพระองค์เอง

 

                อนึ่ง   สาเหตุที่พระจุลลปันถกหลังจากบวชแล้วกลายเป็นคนโง่ทึบ     เนื่องจากว่า  ในสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าโน้น   พระจุลลปันถกเคยเกิดเป็นพระภิกษุผู้มีปัญญาไว  ฉลาดปราดเปรื่องมาก  แต่ขาดความสำรวม  ชอบพูดล้อเลียนกระทบกระเทือนเยาะเย้ย  ถากถางพระภิกษุโง่รูปหนึ่งอยู่เสมอ  ทำให้ภิกษุรูปนั้นรู้สึก  อับอายและหมดกำลังใจที่จะศึกษาเล่าเรียน  ด้วยอำนาจอกุศลกรรมนั้นนับแต่ชาตินั้น  ท่านจึงเป็นคนโง่ทึบตลอดมา

 

อธิบายศัพท์

จุลลกเศรษฐีชาดก  (อ่านว่า  จุน – ละ – กะ – เสด – ถี – ชา – ดก)

จุลลกเศรษฐี                                         เศรษฐีชื่อจุลลกะ

ชีวกัมพวัน                                             ชีวกะ+อัมพวัน (ป่ามะม่วง)  คือสวนมะม่วง

                                                                ที่หมอชีวกโกมารภัจจ์สร้างเป็นวัดถวาย

                                                                พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สังสารวัฏ                                           การเวียนว่ายตายเกิด

สมุจเฉทปหาน                                     การตัดกิเลสได้เด็ดขาด

ภัตตุเทศก์                                             พระภิกษุที่มีหน้าที่จัดสรรปันส่วนอาหารให้

ภิกษุด้วยกัน

พระคันธกุฎี                                          กุฎีที่อบแล้วด้วยของหอม  ที่ประทับของ

                                                                พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระเสโท                                           เหงื่อ

พระนลาฏ                                             หน้าผาก

ปฏิสัมภิทาญาณ   4                           ความแตกฉานอันประเสริฐ  4  ประการ  ได้แก่

  1. อัตถปฏิสัมภิทา หมายถึง  ความ

                                                                     สามารถขยายข้อธรรม   ให้ละเอียด

                                                                     พิสดาร

  1. ธัมมปฏิสัมภิทา หมายถึง  ความ

                                                                     สามารถย่อข้อธรรมที่ละเอียดพิสดาร

                                                                     ให้สั้นลง   สรุปเป็นข้อความสั้น  ๆ

  1. นิรุตติปฏิสัมภิทา หมายถึง  ความ

                                                                     สามารถพูดให้คนเข้าใจได้ตลอดถึง

                                                                     รู้ภาษาต่างประเทศ

  1. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา หมายถึง  ความ

                                                                     สามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

                                                                     กล่าวโต้ตอบได้ทันท่วงที  มีไหวพริบดี

ทักษิโณทก                                            น้ำที่หลั่งให้ในเวลาทำทาน

กากณีก                                                 ทรัพย์มีค่าเท่าค่าแห่งชิ้นเนื้อพอกาพาไปได้

                                                                เป็นชื่อมาตราเงินอย่างต่ำที่สุด

กหาปณะ                                               เงินตรามีพิกัดเท่ากับ  20  มาสก  หรือ 

                                                                1 ตำลึง    คือ  4  บาท

มาสก                                                    ชื่อมาตราเงินในครั้งโบราณ

  • มาสก เป็น  1  บาท

กตัญญูกตเวที                                    กตัญญู      รู้คุณท่าน

                                                                กตเวที     สนองคุณท่าน  ประกาศคุณท่าน

กัลบก                                                    ช่างตัดผม  ช่างโกนผม

พระมัสสุ                                            หนวด

พระศอ                                                  คอ

 

พระคาถาประจำชาดก

 

อปปเกนปิ   เมธาวี                                ปาภเฏน   วิจกขโณ

สมุฏฐาเปติ   อตตาน            อณุ   อคคึว   สนธม

คนมีปัญญาเฉลียวฉลาด    ย่อมตั้งตนได้ด้วยทุนแม้น้อย

ดุจคนก่อไฟน้อย  ๆ  ให้เป็นกองใหญ่  ฉะนั้น

 


การมีผู้แนะนำสั่งสอนดี ทำให้ประสบความสำเร็จ