kkdee.com, Plateform for Good Content.

หน้าหลัก / นิทาน / ชาดก


นิทานชาดกเรื่อง ปัญจาวุธชาดก:เจ้าชายใจเพชร, การทำความเพียร

ปัญจาวุธชาดก: เจ้าชายใจเพชร, การทำความเพียร


:: สาเหตุที่ตรัสชาดก ::

.....ในสมัยพุทธกาล ขณะเมื่อพระบรมศาสดาประทับ ณ เชตวันมหาวิหาร ทรงทราบว่า ในเวลานั้นมีภิกษุรูปหนึ่ง มีนิสัยเกียจคร้านในการศึกษาและปฏิบัติธรรมครองเพศสมณะอยู่ไปวันหนึ่งๆ พระพุทธองค์จึงทรงเรียกพระภิกษุรูปนั้นมาสอบถาม เมื่อทรงทราบแล้วจึงทรงตักเตือนว่า “ ดูก่อนภิกษุ แม้ในกาลก่อน บัณฑิตทั้งหลายกระทำความเพียรในที่ที่ควรประกอบความเพียร ก็ยังบรรลุถึงราชสมบัติได้” แล้วทรงระลึกชาติแต่หนหลังของพระองค์เอง แล้วตรัสเล่า ปัญจาวุธชาดก

 

:: เนื้อเรื่อง ::

      ในอดีตกาล ณ เมืองพาราณสี มีกษัตริย์พระองค์์หนึ่งทรงพระนาม ว่าพระเจ้าพรหมทัต ทรงปกครอง บ้านเมือง  โดยทศพิธราชธรรม ประชาชนอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข โดยทั่วหน้า
   ในเวลาต่อมา พระอัครมเหสีได้ ประสูติพระราชโอรสพระองค์หนึ่งซึ่งมีพระลักษณะ สมบูรณ์ด้วย บุญญาธิการ

    ครั้นล่วงถึงวันสมโภชพระนาม บรรดาโหรหลวงผู้ชำนาญในการ
ดูลักษณะ   ต่างพากันถวายคำทำนายว่าพระกุมารองค์นี้จะเป็นผู้ เชี่ยวชาญทางด้านการปกครอง และในการทำสงคราม นอกจากนี้ ยังเชี่ยวชาญ อาวุธอีก ๕ อย่าง    เมื่อได้ฟังคำทำนายเช่นนั้นแล้ว พระเจ้าพรหมทัต ทรงปลาบปลื้มพระทัยยิ่งนัก

     ปัญจาวุธกุมารทรงเจริญวัยขึ้นตามลำดับ ทรงมีพระสติปัญญา เฉลียวฉลาด และสมบูรณ์ด้วยพละกำลัง  ยิ่งกว่ากุมารทั้งหลายในวัยเดียวกัน

     เมื่อพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา พระราชบิดามีรับสั่งให้เดินทาง
ไปศึกษาศิลปวิทยา ในสำนัก อาจารย์ทิศาปาโมกข์ นครตักกสิลา แคว้นคันธาระ

เพียงเวลาผ่านไปไม่นาน ปัญจาวุธกุมารก็สามารถศึกษาศิลปศาสตร์ ได้ครบทุกแขนงโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการรบพุ่ง ทรงมีความชำนาญเป็น เลิศในการใช้อาวุธสำคัญ คือธนู พระขรรค์ หอกซัด กระบอง

     นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงมีพระสติปัญญาเป็นเลิศ  สมดัง คำทำนายของบรรดาโหราจารย์ ทุกประการ


     จากนั้นปัญจาวุธกุมารก็กราบลาพระอาจารย์
ออกจากสำนัก ทิศาปาโมกข์ มุ่งหน้ากลับสู่กรุงพาราณสีตามลำพัง โดยลัดเลาะ
ไปตามป่าเขาต่างๆ ซึ่งไม่ใช่ทาง ที่เดินมาแต่แรก เพราะต้องการจะชมภูมิประเทศ
ที่แปลกตา ออกไป

     ปัญจาวุธกุมารเดินทางรอนแรม อยู่หลายวัน  จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่กำลังเดินผ่านหมู่บ้านเล็กเพื่อมุ่งสู่ดงไม้อีกแห่งหนึ่ง ชาวบ้านได้ทักบอกว่า

" พ่อหนุ่ม อย่าไปทางนั้น ในป่ามียักษ์ขนเหนียวอาศัยอยู่ ถ้ามันเห็นเจ้าต้องถูกจับกินแน่ๆ"

     ปัญจาวุธกุมาร เมื่อได้ฟัง เช่นนั้น ก็มิได้มีความรู้สึกครั่นคร้าม หรือเกรงกลัว
ต่อยักษ์ตนนั้นเลย

     ปัญจาวุธกุมารผู้มีใจเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ เดินต่อไปในดงไม้ด้วยท่าทีทรนง องอาจ สง่างาม แต่ระวังตัว อยู่ตลอดเวลา

     ยักษ์ตนนี้ มีชื่อว่า สิเลสโลม แปลว่า มีขนเหนียวเป็นตัง เมื่อเห็นหนุ่มน้อยเดินมาถึงที่อยู่ของมัน จึงรีบแปลงกาย ให้ใหญ่โตสูงเท่าต้นตาล แล้วย่างสามขุมตรงเข้ามาทันที

     ปัญจาวุธกุมารยิงธนููอาบยาพิษเข้าใส่ยักษ์ แต่ลูกธนูก็ไม่อาจ ทำอันตรายยักษ์ได้ กลับไปติดแน่นอยู่ที่ขนหน้าแข้งของมัน เจ้ายักษ์ชะงักอยู่กับที่นิดหนึ่ง ด้วยคาดไม่ถึงว่าจะมีมนุษย์คนใด ใจกล้าถึงปานนี้

     เจ้ายักษ์ก้าวเข้ามาเรื่อยๆ ปัญจาวุธกุมารก็ยิงลูกศร เข้าไปอีก แต่ลูกศรไม่อาจทำอะไรยักษ์ได้ กลับไปติดอยู่ตามขนหน้าแข้งของมัน แต่ปัญจาวุธกุมารก็ไม่ละความพยายาม ระดมยิงลูกศรใส่ยักษ์จนหมด

    ยักษ์ขนเหนียวสลัดลูกศรทั้งหมดให้ร่วง อยู่แทบเท้า แล้วย่างสามขุมใกล้เข้ามา

    ปัญจาวุธกุมาร ชักพระขรรค์ เข้าประชิดยักษ์ แล้วฟันไปด้วยพละกำลังอันมหาศาล
แต่พระขรรค์ ก็ไม่อาจทำอันตรายยักษ์ได้ ติดอยู่เพียงขนหน้าแข้งของมัน

     ปัญจาวุธไม่ละความพยายามชักหอกซัดขึ้นฟาดฟันเจ้ายักษ์ อย่างเต็มแรง 
แต่หอกซัดก็ไปติดอยู่ที่ขนหน้าแข้งของมันอีกเช่นกัน

     ต่อมาปัญจาวุธกุมาร จึงชักกระบอง ขึ้นหวดเจ้ายักษ์อย่างเต็มแรง แต่แล้ว กระบองก็ไปติดอยู่ที่ขนของเจ้ายักษ์ อีกเช่นเคย

     แม้อาวุธทุกอย่างจะเข้าไปติดที่ขนหน้าแข้งของยักษ์ขนเหนียวก็ตาม แต่กำลังใจของปัญจาวุธกุมารก็มิได้ลดลงไปเลยแม้แต่น้อย

     ปัญจาวุธกุมาร โถมเข้าหายักษ์ แล้วต่อยด้วยมือขวา มือขวาก็ติดขนยักษ์ ต่อยด้วยมือซ้าย มือซ้ายก็ติดอีก

     จากนั้นเตะด้วยเท้าขวา เท้าขวาก็ติด เตะด้วยเท้าซ้าย เท้าซ้ายก็ติด กระแทกด้วยศรีษะ ศรีษะก็ติด เป็นอันว่าทั้งอาวุธ และตัวเองติดห้อย ต่องแต่งอยู่ตรงหน้าแข้งยักษ์นั่นเอง

     แต่ถึงกระนั้น ปัญจาวุธกุมารก็ไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน หรือหวาดกลัวเลย  เจ้ายักษ์ไม่เคยพบเห็นใครที่มีใจเด็ดเยี่ยงบุรุษ อาชาไนยเช่นนี้มาก่อน มันรู้สึกนับถือในความกล้าของปัญจาวุธกุมารมาก กล่าวออกไปว่า

" เจ้าหนุ่ม เจ้าแน่มาก ข้ากินเจ้าไม่ลงจริงๆ ข้าอยากรู้นักว่า ทำไมเจ้าถึงไม่กลัวตาย "

ปัญจาวุธ กล่าวว่า


" เจ้ายักษ์เอ๋ย ทำไมเราจะไม่กลัวตาย ทุกคนเกิดมาก็ต้องตายทั้งนั้น แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่าในท้องเรามี วชิราวุธ ถ้าเจ้ากินเรา เจ้าก็ต้องตาย เพราะวชิราวุธ จะบาดใส้พุงของเจ้าเป็นชิ้นๆ ฮ่ะ ฮ่ะ เจ้ายักษ์ ถ้าเราตาย เจ้าก็ต้องตายด้วย "

 

      ยักษ์ขนเหนียวได้ฟังคำขู่ของปัญจาวุธกุมารก็รู้สึกครั่นคร้าม จึงกล่าวว่า

" เราไม่กินเนื้อของเจ้าหรอก เจ้าตัวเล็กนิดเดียว กินไปก็ไม่พออิ่ม เอาล่ะ เราจะปล่อยเจ้าไป "

 

ปัญจาวุธตอบว่า

" ขอบใจเจ้ายักษ์ แต่ก่อนที่เราจะไป เราขอเตือนเจ้าว่า เจ้าได้ก่อกรรมไว้มาก ตั้งแต่เมื่อชาติก่อนแล้ว เจ้าจึงต้องมาเกิดเป็นยักษ์ มีชีวิตอยู่ด้วยความตายและเลือดเนื้อของผู้อื่น นับว่าเกิดมาสร้างกรรมแท้ๆ "

 

     ยักษ์ขนเหนียวนั่งนิ่งฟังคำของปัญจาวุธกุมารอย่างสงบ นับเป็นการฟังธรรมครั้งแรกในชีวิตของมันเจ้ายักษ์รู้สึกเลื่อมใส ศรัทธา จึงตั้งใจฟังเป็นอย่างดี ปัญจาวุธกุมาร
จึงขอให้ยักษ์รักษาศีล ๕ แล้วเตือนให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

     หลังจากที่ปัญจาวุธกุมารปราบยักษ์ได้แล้ว และเจ้ายักษ์ยอมรักษาศิล ๕ ก็เดินทางออกจากป่าเข้ามายังหมู่บ้านเพื่อบอกกับ ชาวบ้านให้เลิกหวาดกลัวยักษ์ขนเหนียว แล้วให้นำข้าวปลาอาหารไปให้ยักษ์กินด้วย เพราะยักษ์จะรักษาศีล ๕ ตลอดชีวิต จึงทำให้ชาวบ้านดีใจ จากนั้นปัญจาวุธกุมารก็เดินทางกลับสู่เมืองพาราณสีต่อไป

 

:: ข้อคิดจากชาดก ::

....๑ . การทำความเพียรอย่างไม่ลดละ ทำให้เกิดอำนาจในตัวได้ ถึงเป็นคนธรรมดา ไม่มีอำนาจราชศักดิ์ ก็ยังเป็นที่ครั่นคร้ามของคนทั่วไป แม้อันธพาลก็ยังลังเล ไม่กล้ารุกราน เพราะอัศจรรย์ในพลังจิตที่เข้มแข็งเด็ดเดี่ยวของผู้นั้น

.... ๒. ขึ้นชื่อว่า คน ย่อมกลัวตายด้วยกันทั้งนั้น แต่เมื่อถึงคราวจะตาย คนบางพวกกลับไม่หวาดหวั่น คนพวกนี้ คือ ผู้ที่ฝึกสมาธิอย่างช่ำชอง ตัดสินใจสละชีวิตเพื่อบำเพ็ญเพียร เพื่อเข้าถึงนิพพานมาตั้งแต่ต้น ดังนั้น จึงมีความเชื่อมั่นอย่างแน่นแฟ้นว่า แม้ถึงตาย บุญที่ทำไว้ดีแล้ว ย่อมทำให้ไปเกิดในที่ดี จึงไม่เสียดายชีวิตเลย


ความเพียรอย่างไม่ลดละ มีพลังอันอัศจรรย์




ที่มา : หนังสือนิทานชาดก โดย พระภาวนาวิริยคุณ www.kalyanamitra.org