kkdee.com, Plateform for Good Content.

หน้าหลัก / นิทาน / ชาดก


นิทานชาดกเรื่อง สุขวิหาริชาดก:ความสุขจากการออกบวช

สุขวิหาริชาดก: ความสุขจากการออกบวช


:: สาเหตุที่ตรัสชาดก ::

.....หลังจากที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวชแล้ว พระภัททิยะ พระอนุชา ได้เสด็จ เสวยราชสมบัติกรุงกบิลพัสดุ์สืบต่อสันตติวงศ์ แวดล้อมอยู่ด้วยราชองครักษ์ ผู้ถวายอารักขาอย่างแน่นหนาและใกล้ชิด แต่ยังพระปริวิตกต่อภยันตรายอันจะพึง เกิดจากการประทุษร้ายอยู่เนืองนิจ มิเคยมีความสงบและเป็นสุขเลย


....เมื่อออกผนวชในพระพุทธศาสนา ได้บำเพ็ญเพียรจนหมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ พระเถระเดินทางภิกขาจารไปทุกหนทุกแห่งโดยลำพัง แต่มีปีติและสุข ด้วยไม่ข้อง อยู่กับอิสริยยศและอันตราย จึงเปล่าอุทาน "สุขจริงหนอ สุขจริงหนอ"

.....พระภิกษุทั้งหลายผ่านมาได้ยินเข้าจึงติเตียน และไปกราบทูลให้พระพุทธองค์ ได้ทรงทราบ พระพุทธองค์ทรงระลึกชาติแต่หนหลัง ด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณ แล้วตรัสแก่พระภิกษุทั้งหลายว่า

...."ท่านภัททิยะมิได้เปล่งวาจาออกมา เพราะอาลัยในราชสมบัติกรุงกบิลพัสดุ์ และก็มิใช่ต้องการอวดอ้างความเป็นพระอรหันต์ ดังที่พวกเธอทั้งหลายหลงเข้าใจหรอก นี่คือปกตินิสัยที่ท่านมีมาแต่ชาติปางก่อน

.....พระภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลอาราธนาให้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเล่าเรื่องราวให้ฟัง

:: เนื้อเรื่อง ::

     สมัยหนึ่งพระเจ้าพรหมทัตครองกรุงพาราณสี มีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อ อุทิจจะเขาเป็นผู้ที่ฉลาดปราดเปรื่อง เป็นที่นับถือยกย่อง และมีลูกศิษย์มาก เขาได้พิจารณาเห็นโทษของการครองเรือนและเห็นอานิสงส์ของการบวช

     จึงนำทรัพย์ออกแจกจ่ายเป็นทาน แล้วไปอยู่ในป่าหิมพานต์บวชเป็นฤาษี ฝึกสมาธิจนได้ฌานโลกีย์บรรลุสมาบัติ ๘ มีลูกศิษย์ ๕๐๐ คน เป็นบริวาร

     ในช่วงฤดูฝนไม่เหมาะแก่การเจริญภาวนาฤาษีอาจารย์จึงพาศิษย์เข้ามาพำนักในเมืองพระเจ้ากรุงพาราณสีจึงพระราชทานอุทยาน ให้เป็นสถานที่บำเพ็ญ ภาวนา

     เมื่อสิ้นฤดูฝนพระเจ้าพาราณสีเห็นว่า พระฤาษีอาจารย์นั้นชราภาพมากแล้วจึงอาราธนา ให้ท่านพำนักอยู่ต่อ ส่วนลูกศิษย์ ก็ให้กลับไปบำเพ็ญเพียรในป่าหิมพานต์กันเองตามลำพัง วันหนึ่งลูกศิษย์ที่เคยเป็นกษัตริย์ ได้คิดถึงอาจารย์จึงได้เดินทางมาเยี่ยมท่าน ระหว่างรออาจารย์อยู่ ได้เปล่งอุทานว่า 

"สุขจริงหนอ สุขจริงหนอ"

      พระราชามาได้ยินเข้า จึงสงสัย แวะไปถามฤษีผู้เป็นอาจารย์ ท่านจึงไขข้อสงสัยให้ว่า ที่ศิษย์ของเราอุทานเช่นนี้ หมายถึง  สุขที่ไม่ต้องหวาดผวาจากการถูกปองร้าย สุขที่ไม่มีภาระในการดูแลทุกข์สุขของราษฎรและสุขที่ไม่ตกเป็นภาระแก่ใครๆให้ต้องคอยปกป้องอารักขานับเป็นสุขชั้นแรก

     อนึ่ง สุขจากการบรรลุธรรม เป็นสุขอันเลิศที่ไม่ต้องอาศัยบุคคล และวัตถุใดๆนับเป็นสุขชั้นที่สอง เพราะเหตุที่ท่านมีสุขถึงเพียงนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะเปล่งอุทานว่า 

"สุขจริงหนอ สุขจริงหนอ"

 

     ฤษีอาจารย์กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า

" ชนเหล่าอื่นไม่ต้องรักษาผู้ใดด้วย ผู้ใดก็ไม่ต้องรักษาชนเหล่าอื่นด้วย ดูก่อนมหาบพิตร ผู้นั้นแล ไม่เยื่อใย ในกามทั้งหลาย ย่อมอยู่เป็นสุข "

 

     พระเจ้ากรุงพาราณสีฟังพระธรรม เทศนาด้วยใจที่เบิกบานแช่มชื่น เมื่อ เข้าพระทัยแล้วก็มิได้โกรธดาบสนั้น

     ดาบสผู้ศิษย์เองก็กราบลาพระอาจารย์ กลับสู่ป่าหิมพานต์บำเพ็ญเพียรต่อไปส่วนพระอาจารย์ได้พำนักอยู่ ณ พระราชอุทยานจนสิ้นอายุขัยเมื่อละโลกไปแล้ว ได้ไปบังเกิดในพรหมโลกด้วยอำนาจฌานสมาบัติ


:: ข้อคิดจากชาดก ::

....บุคคลแม้มีจิตใจใสสะอาด แต่กิริยามารยาทยังสำรวมระวังไม่พอก็อาจมีผู้เข้าใจผิด คิดเป็นศัตรูได้ โบราณจึงเตือนว่า

 
      " อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่กับมิตรให้ระวังวาจา อยู่ท่ามกลางปวงประชา ให้ระวังทั้ง กาย วาจา ใจ "


อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่กับมิตรให้ระวังวาจา อยู่ท่ามกลางปวงประชา ให้ระวังทั้ง กาย วาจา ใจ




ที่มา : หนังสือนิทานชาดก โดย พระภาวนาวิริยคุณ www.kalyanamitra.org