kkdee.com, Plateform for Good Content.

หน้าหลัก / นิทาน / ชาดก


นิทานชาดกเรื่อง เอกปัณณชาดก:ว่าด้วยต้นไม้ใบเดียว

เอกปัณณชาดก: ว่าด้วยต้นไม้ใบเดียว


ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลอุทิจจพราหมณ์ เจริญวัยแล้ว เล่าเรียนไตรเพท และสรรพศิลปวิทยา ในเมืองตักกสิลา อยู่ครองเรือนเมื่อมารดาบิดาล่วงลับไป ก็บวชเป็นฤๅษี ทำอภิญญาและสมาบัติให้เกิดแล้ว อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ หลังจากอยู่ในป่าหิมพานต์แล้ว ก็ไปเดินทางชนบทเพื่อโปรดสัตว์ด้วยการรับอาหาร เมื่อถึงกรุงพาราณสี อาศัยอยู่ในพระราชอุทยาน รุ่งเช้านุ่งห่มเรียบร้อยแล้ว สมบูรณ์ด้วยมรรยาทของดาบส เข้าสู่พระนครเพื่อโปรดสัตว์ด้วยการรับอาหาร เดินไปถึงพระลานหลวง 

เมื่อพระราชาได้ทอดพระเนตรเห็นท่านฤาษีแล้ว ทรงเลื่อมใสในอิริยาบถ ทรงดำริว่า พระดาบสนี้ อินทรีย์งดงาม ใจสงบ  ประหนึ่งวางถุงทรัพย์ ๑,๐๐๐ เหรียญ ไว้ทุก ๆ ย่างก้าว เดินมาด้วยลีลาองอาจอย่างราชสีห์ หากจะมีสภาวะที่ชื่อว่า สันตธรรมอยู่อย่างหนึ่งละก็ สันตธรรมนั้นต้องมีภายในของดาบสนี้ แล้วทรงเหลียวดูอำมาตย์ผู้หนึ่ง อำมาตย์ผู้นั้นกราบทูลว่า ข้าพระองค์จักต้องทำอะไรพระเจ้าข้า

 

พระราชารับสั่งว่า เจ้าจงไปนิมนต์พระดาบสนั้นมา

 

เขารับพระดำรัสว่าดีละ พระเจ้าข้า เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ ไหว้แล้วรับภาชนะใส่อาหารจากมือพระโพธิสัตว์ เมื่อพระโพธิสัตว์ กล่าวว่า อะไรหรือ ท่านผู้มีบุญมาก

 

ก็กราบเรียนว่า ข้าแต่ พระคุณท่านผู้เจริญ พระราชารับสั่งนิมนต์พระคุณเจ้า

 

พระ โพธิสัตว์กล่าวว่า เราไม่ใช่นักบวชประจำราชสำนัก เป็นนักบวชอยู่ป่าหิมพานต์

 

อำมาตย์ไปกราบทูลความนั้นแด่พระราชา พระราชาตรัสว่า ดาบสอื่นที่เป็นผู้ใกล้ชิดของเราไม่มีดอก จงนิมนต์ท่านมาเถิด อำมาตย์ก็ไปไหว้พระโพธิสัตว์ พูดอ้อนวอน นิมนต์ให้เข้าไปสู่พระราชวัง พระราชาถวายบังคมพระโพธิสัตว์ อาราธนาให้นั่งเหนือบัลลังก์ทอง ภายใต้เศวตรฉัตร ให้ฉันโภชนะมีรสเลิศต่าง ๆ ที่เขาจัดไว้เพื่อพระองค์ แล้วรับสั่งถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ พระคุณเจ้าอยู่ที่ไหนเจ้าข้า ?

 

พระ โพธิสัตว์ถวายพระพรว่า มหาบพิตร อาตมาภาพ อยู่ป่าหิมพานต์

 

รับสั่งถามว่า บัดนี้พระคุณเจ้าจะไปที่ไหน ?

 

ถวายพระพรว่า มหาบพิตร อาตมาภาพกำลังสอดส่องเสนาสนะที่เหมาะแก่ฤดูฝน

 

รับสั่งว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้น นิมนต์อยู่ในอุทยาน ของพวกโยมเถิดขอรับ ทรงถือปฏิญญาแล้ว แม้พระองค์เองเสวยเสร็จ ก็ทรงพาพระโพธิสัตว์เสด็จไปสู่อุทยาน รับสั่งให้สร้างบรรณศาลา ให้กระทำที่พักกลางคืนและที่พักกลางวัน ทรงถวายบริขารสำหรับบรรพชิต ทรงมอบหมายให้คนเฝ้าสวนคอยดูแล แล้วเสด็จเข้าพระนคร.

 

นับแต่นั้น พระโพธิสัตว์ก็อยู่ในอุทยาน แม้พระราชาก็เสด็จไปหาท่านวันละสองสามครั้งทุก ๆ วัน ก็แลพระราชานั้นทรงมีพระโอรส พระนามว่า ทุฏฐกุมาร เป็นผู้มีสันดาน ดุร้าย หยาบคาย พระราชา และพระประยูรญาติทั้งหลาย ต่างก็ไม่สามารถจะฝึกหัดอบรมกุมานนั้นได้ พวกอำมาตย์ก็ดี พวกพราหมณ์ และคฤหบดีก็ดี แม้จะร่วมกันว่ากล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า ข้าแต่เจ้านาย ท่านอย่าได้ทำอย่างนี้เลย ท่านไม่น่าจะทำอย่างนี้ ก็มิสามารถจะให้กุมารนั้นเชื่อถือถ้อยคำได้

 

พระราชาทรงพระดำริว่า ยกเว้นพระดาบสผู้ทรงศีลผู้เป็นเจ้า ของเราเสียแล้ว คงไม่มีผู้อื่นที่จะชื่อว่าสามารถสั่งสอนกุมารนี้ได้ พระคุณเจ้าเท่านั้นที่สามารถสั่งสอนเขาได้ พระราชาทรงพาพระกุมารไปสำนักพระโพธิสัตว์ รับสั่งว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ กุมารนี้ดุร้าย หยาบคาย พวกข้าพเจ้าไม่สามารถจะอบรมฝึกสอนได้ พระคุณเจ้าโปรดหาอุบายสักอย่างหนึ่งอบรมกุมารนี้ให้ด้วยเถิด ทรงมอบพระกุมารแต่พระโพธิสัตว์ แล้วเสด็จกลับไป

 

พระโพธิสัตว์จึงชวนพระกุมาร เที่ยวไปในอุทยาน เห็นหน่อต้นสะเดาต้นหนึ่ง เพิ่งมีใบสองใบเท่านั้น คือแตกออกข้างละหนึ่งใบ จึงกล่าวกะพระกุมารว่า กุมาร เธอจงเคี้ยวกินใบของหน่อสะเดานี้ แล้วทราบรสไว้เถิด

 

พระกุมารทรงเคี้ยวใบสะเดาใบหนึ่ง รู้รสแล้ว ตรัสว่า ชิ ! ชิ ! ถ่มทิ้งที่แผ่นดินพร้อมทั้งน้ำลาย

 

เมื่อดาบสกล่าวว่า เป็นอย่างไรเล่า กุมาร

 

ก็กราบเรียนว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ต้นไม้นี้เปรียบเสมือนยาพิษชนิดร้ายแรง ในบัดนี้ทีเดียว ถ้า เจริญเติบโตขึ้น คงฆ่ามนุษย์เสียเป็นอันมาก พลางทรงถอนหน่อสะเดานั้น แล้วขยี้จนแหลกด้วยพระหัตถ์ ตรัสคาถานี้ ความว่า :

 

ต้นไม้นี้ มีใบข้างละหนึ่งใบ จากแผ่นดิน

 

ยังไม่ถึง ๔ องคุลี มีรสเสมอกับยาพิษ

 

ต้นไม้นี้เติบโตขึ้น จักขมสักเพียงไหน ? ดังนี้.

 

ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ จึงกล่าวคำนี้กะพระกุมารว่า กุมารเอ๋ย เธอกล่าวถึงหน่อสะเดานี้ว่าเดี๋ยวนี้เอง มันยังขมถึงเพียงนี้ เมื่อมันโตจักเป็นอย่างไร อาศัยมันแล้ว จะมีความเจริญมาแต่ไหน ? ดังนี้แล้วถอนขยี้ทิ้งไป เธอปฏิบัติในหน่อสะเดานี้ฉันใดเล่า แม้ชาวแว่นแคว้นของเธอ ก็คงฉันนั้น จักพากันกล่าวว่า พระกุมารนี้ยังเป็นเด็กอยู่ทีเดียว ยังดุร้าย หยาบคาย อย่างนี้ เมื่อเจริญเติบโตครองราชสมบัติ จักทำอย่างไรกันเล่า ที่ไหนพวกเราจักอาศัยเธอพาให้เจริญได้ แล้วไม่ยอมถวายราชสมบัติ อันเป็นของแห่งตระกูลของเธอ จักถอดถอนเธอเสีย เหมือนหน่อสะเดา แล้วทำการขับไล่ออกไปเสียจากแว่นแคว้น เพราะฉะนั้นเธอจงละเว้นความเป็นผู้ตนเปรียบเหมือนต้นสะเดาเสีย จงถึงพร้อมด้วยความอดทน ความเมตตา และความเอื้อเฟื้อ ตั้งแต่บัดนี้ไปเถิด 

นับแต่นั้น พระกุมารก็หมดมานะ หมดพยศ สมบูรณ์ด้วยความอดทน ความเมตตา และความเอื้อเฟื้อ ดำรง อยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์ ครั้นพระชนกล่วงลับไปแล้ว ก็ได้ครองราชสมบัติ ทรงบำเพ็ญบุญมีให้ทานเป็นต้น แล้วเสด็จไปตามยถากรรม