kkdee.com, Plateform for Good Content.

หน้าหลัก / นิทาน / ชาดก


นิทานชาดกเรื่อง อุรคชาดก:เปรียบคนตายเหมือนงูลอกคราบ

อุรคชาดก: เปรียบคนตายเหมือนงูลอกคราบ


           พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภกฎุมพีคนหนึ่งผู้มีบุตรตายแล้ว จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่าอุรโคว ตจํ ชิณฺณํ ดังนี้
               เรื่องปัจจุบันเป็นเหมือน เรื่องกฎุมพีผู้มีภรรยาตาย และมีบิดาตายแล้วนั่นแหละ. แม้ในชาดกนี้ พระศาสดาเสด็จไปยังนิเวศน์ของกฎุมพีนั้น อย่างนั้นเหมือนกัน แล้วตรัสถามกฎุมพีนั้น ผู้มาถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ว่า อาวุโส ท่านเศร้าโศกหรือ.
               เมื่อกฎุมพีนั้นกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เศร้าโศก ตั้งแต่บุตรของข้าพระองค์ตายไปแล้ว. จึงตรัสว่า อาวุโส ชื่อว่าสิ่งที่มีการแตกทำลายเป็นธรรมดา ย่อมจะแตกทำลายไป ชื่อว่าสิ่งที่มีการพินาศไปเป็นธรรมดา ย่อมจะพินาศไป ก็แหละสิ่งที่มีการแตกและการพินาศไปนั้น จะมีแก่คนผู้เดียวเท่านั้นก็หามิได้ จะมีในหมู่บ้านเดียวเท่านั้น ก็หามิได้ ชื่อว่าสภาวธรรม คือ ความไม่ตายย่อมไม่มีในภพทั้งสาม ในจักรวาลอันหาประมาณมิได้ แม้สังขารอย่างหนึ่งซึ่งสามารถดำรงอยู่โดยภาวะนั้นเท่านั้น ชื่อว่าเที่ยงยั่งยืนย่อมไม่มี สัตว์ทั้งปวงมีความตายเป็นธรรมดา สังขารทั้งหลายมีการแตกสลายไปเป็นธรรมดา

        แม้โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย เมื่อบุตรตายแล้ว คิดว่าสิ่งที่มีการพินาศไปเป็นธรรมดา พินาศไปแล้ว จึงไม่เศร้าโศกเลย. อันกฎุมพีนั้นทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้

 

       ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลพราหมณ์ ณ หมู่บ้านใกล้ประตูเมืองพาราณสี สะสมทรัพย์สมบัติไว้เลี้ยงชีพด้วยกสิกรรม พระโพธิสัตว์นั้นได้มีทารก ๒ คน คือ บุตร ๑ ธิดา ๑ เมื่อบุตรเจริญวัยแล้ว พระโพธิสัตว์ได้นำนางกุมาริกามาจากสกุลที่เสมอกัน ให้มาเป็นภริยา 

        ชนเหล่านั้นและนางทาสีอยู่กันด้วยความรัก พระโพธิสัตว์ได้ให้โอวาทแก่คนทั้ง ๕ ที่เหลืออย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงให้ทานโดยนิยามตามทำนองที่หาได้ เท่านั้น จงรักษาศีล กระทำอุโบสถกรรม เจริญมรณสติ จงกำหนด ถึงภาวะคือความตายของท่านทั้งหลาย เพราะความตายของสัตว์เหล่านี้ เป็นของยั่งยืน ชีวิตไม่ยั่งยืน สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง มีความเสื่อม สิ้นไปเป็นธรรมเทียว ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาททั้งกลางคืน และกลางวันเถิด ชนทั้ง ๕ นั้น รับโอวาทว่า สาธุ แล้วเป็นผู้ไม่ประมาท เจริญมรณสติอยู่

 

อยู่มาวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์ไปนาพร้อมกับบุตร ไถนาอยู่ บุตรลากขยะมาเผา ในที่ไม่ไกลบุตรนั้นมีอสรพิษอยู่ในจอมปลวกแห่งหนึ่ง ควันไฟกระทบตาของอสรพิษนั้น มันโกรธ เลื้อยออกมาคิดว่า ภัยเกิดแก่เราเพราะคนผู้นี้ จึงกัดบุตรชายจมทั้ง ๔ เขี้ยว เขาล้มลงตายทันที พระโพธิสัตว์เหลียวมาดูเห็นบุตรชายนั้นล้มลงจึงหยุดไถนาแล้วเดินไปดูก็รู้ว่าบุตรชายนั้นตายแล้ว จึงยกบุตรนั้นขึ้นให้นอนอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง คลุมผ้าไว้ ไม่ร้องไห้ ไม่ปริเทวนาการร่ำไร แล้วก็ไปไถนาต่อ พร้อมกับพิจารณาความเป็นอนิจจังว่า สิ่งที่มีการแตกเป็นธรรมดา แตกไปแล้ว สิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา ตายไปแล้ว สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง จบลงด้วยความตาย

 

พระโพธิสัตว์นั้น เห็นบุรุษผู้คุ้นเคยกันคนหนึ่งเดินไปทางใกล้นาจึงถามว่า จะไปเรือนหรือพ่อ เมื่อเขากล่าวว่า จ้ะ พระโพธิสัตว์จึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านพึงแวะไปยังเรือนของพวกเรา บอกกะนางพราหมณีเขาว่า วันนี้ ไม่ต้องนำอาหารไปสำหรับคนสองคนเหมือนดังก่อน ให้นำอาหารไปเฉพาะสำหรับคนผู้เดียวเท่านั้น และเมื่อครั้งก่อน ๆ  นางทาสีผู้เดียวเท่านั้นที่จะเป็นผู้นำอาหารมา แต่ในวันนี้ ขอให้คนที่อยู่บ้านทั้ง ๔ คน จงนุ่งห่มผ้าขาว ถือของหอมและดอกไม้มา

 

บุรุษนั้นรับคำแล้วจึงไปบอกแก่นางพราหมณีอย่างนั้น นางพราหมณีถามว่า ดูก่อนพ่อ ข่าวนี้ใครให้ท่านมา ? บุรุษนั้นตอบว่า พราหมณ์ให้มาจ้ะ  นางพราหมณีนั้นรู้ได้ว่า บุตรชายตายแล้ว ความผิดปกติแม้เพียงความหวั่นใจก็มิได้เกิดขึ้นกับนางพราหมณีนั้น ที่เป็นดังนั้นก็เพราะนางมีจิตอบรมไว้ดีแล้วอย่างนี้ นางนั้นเมื่อได้ทราบดังนั้นก็นุ่งห่มผ้าขาวถือของหอมและดอกไม้ ให้บุตรสาว สะใภ้ และนางทาสีถืออาหารแล้วได้ไปพร้อมกัน ทั้งหมดนั้นก็มิได้มีความร้องไห้หรือความร่ำไรแม้แต่คนเดียว

 

พระโพธิสัตว์นั่งบริโภคอาหารในร่มไม้ที่วางร่างบุตรชาย ครั้นเมื่อเสร็จการบริโภคอาหาร คนทั้งหมดก็ขนฟืนมาแล้วยกบุตรชายนั้นขึ้นสู่เชิงตะกอน บูชาด้วยของหอมและดอกไม้แล้วเผาร่างบุตรชายนั้น ไม่มีใครหลั่งน้ำตาแม้สักหยดเดียว ทั้งนี้ก็เพราะทั้งหมดเป็นผู้เจริญมรณสติไว้ดีแล้ว

 

ด้วยเดชแห่งศีลของคนเหล่านั้น ร้อนไปถึงท้าวสักกะ ท้าวสักกะนั้นทรงใคร่ครวญอยู่ว่า ใครหนอประสงค์จะให้เราเคลื่อนจากที่ ครั้นพิจารณาดูก็ทรงทราบว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะเดชแห่งคุณของชนเหล่านั้น จึงทรงเป็นผู้มีพระมนัสเลื่อมใส ทรงดำริว่า เราไปยังสำนักของชนเหล่านี้ ทำให้เขาบันลือสีหกล่าวธรรมกถาในเวลา เสร็จสิ้นการบันลือสีหนาทกล่าวธรรมกถาแล้ว เราจะกระทำนิเวศน์ของชนเหล่านั้นให้เต็มด้วยรัตนะทั้ง ๗ แล้วจึงกลับมา ย่อมจะเป็นการควร

 

ท้าวสักกะจึงเสด็จไปในที่นั้นโดยเร็ว แล้วประทับยืนอยู่ที่ข้างป่าช้าตรัสว่า ดูก่อนพ่อ พวกท่านทำอะไรกัน

 

ชนเหล่านั้นกล่าวว่า พวกเราเผามนุษย์คนหนึ่ง

 

ท้าวสักกะ ตรัสว่า พวกท่านจักไม่เผามนุษย์ แต่เห็นจะฆ่าเนื้อตัวหนึ่งแล้วจึงปิ้งอยู่

 

ชนเหล่านั้นกล่าวว่า ข้อนั้นก็หามิได้ พวกเราเผาเฉพาะมนุษย์เท่านั้น

 

ท้าวสักกะตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น เขาคงจะเป็นมนุษย์ที่มีเวรกับพวกท่าน

 

ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงกล่าวกะท้าวสักกะนั้น ว่า เขาเป็นบุตรผู้เกิดแต่อกของพวกเรา ไม่ใช่คนมีเวรกัน

 

ท้าวสักกะตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น เขาคงจะเป็นบุตรผู้ที่ท่านไม่รัก

 

พระโพธิสัตว์กล่าวว่า เขาเป็นบุตรที่ข้าพเจ้ารักยิ่ง

 

ท้าวสักกะตรัสว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่ร้องไห้

 

พระโพธิสัตว์นั้น เมื่อจะบอกถึงเหตุที่ไม่ร้องไห้ จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :

บุตรของข้าพเจ้า ละทิ้งร่างกายของตนไป ดุจงูละทิ้งคราบเก่าไป ฉะนั้น

เมื่อร่างกายแห่งบุตรของข้าพเจ้าใช้อะไรไม่ได้ เมื่อบุตรของข้าพเจ้ากระทำ

กาละไปแล้วอย่างนี้ บุตรของข้าพเจ้าถูกเผาอยู่ ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไห้

ของพวกญาติ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่เศร้าโศกถึงเขา คติของตน

มีอย่างใด เขาก็ย่อมไปสู่คติของตนอย่างนั้น.

 

ท้าวสักกะได้ทรงฟังคำของพระโพธิสัตว์ แล้วตรัสถามนาง พราหมณีว่า ดูก่อนแม่ เขาเป็นอะไรแก่ท่าน ?

 

นางพราหมณีตอบว่า เขาเป็นบุตรที่ข้าพเจ้าตั้งครรภ์ถึง ๑๐ เดือน ให้ดื่มน้ำนมจากถัน แล้วบำรุงเลี้ยงให้เจริญเติบโต

 

ท้าวสักกะตรัสว่า ดูก่อนแม่ บิดาไม่ร้องไห้ เพราะเป็นบุรุษก็ยกไว้ ส่วนหทัยของมารดาอ่อนโยน เพราะ เหตุไร ท่านจึงไม่ร้องไห้

 

นางพราหมณีนั้นเมื่อจะบอกเหตุที่ไม่ร้อง ไห้ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :

บุตรของดิฉันนี้ ดิฉันมิได้เชื้อเชิญให้เขามาจากปรโลก เขาก็มาเอง

แม้เมื่อจะไปจากมนุษยโลกนี้ ดิฉันก็มิได้อนุญาตให้เขาไป เขามา

อย่างใด เขาก็ไปอย่างนั้น การปริเทวนาถึงในการที่บุตรของดิฉันไปจาก

มนุษยโลกนั้น จะเกิดประโยชน์อะไร บุตรของดิฉันถูกเผาอยู่ ก็ไม่รู้สึก

ถึงความร่ำไห้ของพวกญาติ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่เศร้าโศกถึงเขา

คติของตนมีอย่างใด เขาก็ไปสู่คติของตนอย่างนั้น.

 

ลำดับนั้น ท้าวสักกะครั้นได้สดับถ้อยคำของนางพราหมณีแล้ว จึงตรัสถามน้องสาวว่า แน่ะแม่ เขาเป็นอะไรแก่เธอ ?

 

น้องสาวกล่าว ว่า เขาเป็นพี่ชายของดิฉันจ้ะนาย

 

ท้าวสักกะตรัสว่า แน่ะแม่ ธรรมดา น้องสาวทั้งหลายย่อมมีความสิเนหารักใคร่พี่ชาย เพราะเหตุไร เธอ จึงไม่ร้องไห้

 

ฝ่ายน้องสาวนั้น เมื่อจะบอกเหตุที่ไม่ร้องให้แก่ท้าวสักกะ นั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :

เมื่อพี่ชายตายแล้ว หากว่า ดิฉันจะพึงร้องไห้ ดิฉันก็จะผ่ายผอม เมื่อ

ดิฉันร้องไห้อยู่ จะมีผลอะไร ความไม่ยินดีจะพึงมีแก่ญาติ มิตร และ

สหายของดิฉันยิ่งขึ้น พี่ชายของดิฉันถูกเผาอยู่ ก็ไม่รู้สึกถึงความร่ำไห้

ของพวกญาติ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่เศร้าโศกถึงพี่ชายนั้น คติของ

ตนมีอย่างใด เขาก็ไปสู่คติของตนอย่างนั้น.

 

ครั้นท้าวสักกะได้ทรงสดับถ้อยคำของหญิงผู้เป็นน้องสาวแล้ว จึงตรัสถามภรรยาของบุตรที่ตายนั้นว่า แน่ะแม่ เขาเป็นอะไรกับเธอ ?

 

ภรรยาตอบว่า นาย เขาเป็นสามีดิฉัน

 

ท้าวสักกะตรัสว่า ธรรมสตรีทั้งหลาย เมื่อสามีตายไป ย่อมเป็นหม้าย ไร้ที่พึ่ง เพราะเหตุไร เธอจึงไม่ร้องไห้

 

ฝ่ายภรรยานั้น เมื่อจะบอกเหตุที่ไม่ร้องไห้กับท้าวสักกะนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :

เด็กร้องไห้ขอพระจันทร์อันโคจรอยู่ในอากาศ ฉันใด การที่บุคคลมา

เศร้าโศกถึงผู้ที่ละไปสู่ปรโลกแล้วนี้ ก็มีอุปไมย ฉันนั้น สามีของดิฉัน

ถูกเผาอยู่ ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไห้ของพวกญาติ เพราะฉะนั้น ดิฉัน

จึงไม่เศร้าโศกถึงสามีนั้น คติของตนมีอย่างใด เขาก็ไปสู่คติของตน

 

อย่างนั้น.

ท้าวสักกะได้ทรงสดับถ้อยคำของภรรยา แล้วจึงตรัสถามทาสีว่า ดูก่อนแม่ เขาเป็นอะไรแก่เจ้า ?

 

ทาสีตอบว่า ข้าแต่นาย เขาเป็นนายของดิฉัน

 

ท้าวสักกะตรัสว่า เจ้าคงถูกบุรุษนี้เบียดเบียน โบยตีแล้วใช้สอยเป็นแน่ เพราะฉะนั้น เจ้าจึงไม่ร้องไห้เพราะคิดว่า บุรุษนี้พ้นไปเสียได้ก็ดีแล้ว

 

ทาสีกล่าวว่า นายท่านอย่าพูดอย่างนั้น คำที่ท่านพูดนี้ไม่สมควรแก่นายดิฉันนี้ ลูกเจ้านายของดิฉันเพียบพร้อมด้วย ขันติ เมตตา และความเอ็นดู ได้เป็นผู้เสมือนบุตรที่ดิฉันเลี้ยงมาเองกับอก

 

ท้าวสักกะตรัสว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไรเจ้าจึงไม่ร้องไห้

 

ฝ่ายทาสีนั้น เมื่อจะบอกเหตุที่ไม่ร้องไห้แก่ท้าวสักกะนั้น จึงกล่าวว่า :

หม้อน้ำที่แตกแล้ว เชื่อมให้สนิทอีกไม่ได้ ฉันใด การที่บุคคลมาเศร้าโศกถึงผู้ที่ละไปสู่ปรโลกแล้วนี้ ก็มีอุปไมย ฉันนั้น นายของดิฉันถูกเผาอยู่ ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไห้ของพวกญาติ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่เศร้าโศกถึงนายนั้น คติของตนมีอย่างใด นายของดิฉันก็ไปสู่คติของตนอย่างนั้น

         ท้าวสักกะทรงสดับธรรมกถาของคนทั้งหมดแล้วทรงเลื่อมใส ตรัสว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้ไม่ประมาทเจริญมรณสติแล้ว นับแต่แต่นี้ไป ท่านทั้งหลายไม่ต้องทำการงานด้วยมือของตนอีก เราเป็นท้าวสักกะเทวราช เราจักทำรัตนะทั้ง ๗ อันหาประมาณมิได้ ให้เกิดในเรือนของพวกท่าน ท่านทั้งหลายจงให้ทาน รักษาศีล อยู่จำอุโบสถ จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ครั้นให้โอวาทแก่ชนเหล่านั้นแล้ว ทรงกระทำให้เรือนนั้นเกิดมีทรัพย์นับประมาณไม่ได้ แล้วเสด็จหลีกไป


การไม่ประมาทในชีวิต หมั่นตั้งอยู่ในในการเจริญมรณสติ ทำให้เป็นผู้มีสติและไม่พบกับความโศกเศร้า