kkdee.com, Plateform for Good Content.

หน้าหลัก / นิทาน / ชาดก


นิทานชาดกเรื่อง อุมมาทันตีชาดก:เสนาบดีถวายนางอุมมาทันตีแด่พระราชา

อุมมาทันตีชาดก: เสนาบดีถวายนางอุมมาทันตีแด่พระราชา


        ในอดีตกาล ในแคว้นสีวี พระราชาทรงพระนามว่า สีวี ทรงครอบครองราชสมบัติ ในอริฏฐบุรีนคร พระโพธิสัตว์บังเกิดในพระครรภ์พระอัครมเหสีของพระราชาพระองค์นั้นแล้ว พระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหลายพากัน ขนานพระนามพระราชโอรสนั้นว่า สีวิกุมาร แม้บุตรของท่านเสนาบดีก็คลอดแล้ว พวกหมู่ญาติพากันตั้งชื่อเด็กนั้นว่า อภิปารกะ เด็กทั้งสองคนนั้นเป็นสหายกัน พอเจริญวัยมีอายุได้ ๑๖ ปีไปยังกรุงตักกสิลา เมื่อเล่าเรียนศิลปะจบแล้ว ก็พากันกลับมา พระราชาได้ทรงพระราชทานพระราชสมบัติให้พระราชโอรสครอบครอง แม้พระราชโอรสนั้นก็ทรงแต่งตั้งอภิปารกะไว้ในตำแหน่งเสนาบดีแล้ว ทรงครอบครองราชสมบัติโดยธรรม

       ในพระนครนั้นนั่นเอง มีบุตรสาวของท่านติริฏิวัจฉเศรษฐี ผู้มีทรัพย์สมบัติประมาณ ๘๐ โกฏิ เธอมีรูปร่างสวยยิ่งนัก เลอเลิศด้วยความงาม ประกอบด้วยลักษณะอันงดงาม ในวันตั้งชื่อหมู่ญาติได้ตั้งชื่อเธอว่า อุมมาทันตี ในเวลาเธอมีอายุได้ ๑๖ ปี เธอมีผิวพรรณเกินล้ำหมู่มนุษย์ งดงาม น่าดูน่าชม ปานเทพธิดา พวกปุถุชนที่พบเห็นเธอเข้าทุกคน ๆ คน ไม่สามารถจะดำรงสติอยู่ได้ กลายเป็นผู้เมาแล้วด้วยกิเลสเหมือนคนเมาฉะนั้น 

      ครั้งนั้น ท่านติริฏิวัจฉะผู้เป็นบิดาของนางเข้าไปเฝ้าพระราชาแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ อิตถีรัตนะอันสมควรแด่พระเจ้าแผ่นดินได้บังเกิดขึ้นแล้วในเรือนของข้าพระองค์ ขอพระองค์ได้โปรดส่งพราหมณ์ผู้ทำนายลักษณะทั้งหลายไปแล้วให้พิจารณาอิตถีรัตนะนั้นแล้ว โปรดจงทำตามความพอพระทัยเถิด พระราชาทรงรับคำแล้วทรงสั่งพราหมณ์ทั้งหลายไปแล้ว พราหมณ์เหล่านั้นไปยังเรือนของท่านเศรษฐีแล้ว ได้รับการต้อนรับด้วยสักการะและสัมมานะ พากันบริโภคข้าวปายาสแล้ว.

 

ในขณะนั้น นางอุมมาทันตี ผู้ประดับประดาด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ ได้ไปสู่สำนักของพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว พราหมณ์เหล่านั้นพอพบเห็นนางเข้าก็ไม่สามารถจะดำรงสติไว้ได้ เป็นผู้เมาด้วยกิเลส ไม่ได้รู้เลยว่าตนกำลังบริโภคค้างอยู่ บางพวกก็จับคำข้าวเอาวางไว้บนศีรษะ ด้วยสำคัญว่าเราจะบริโภค บางพวกก็ยัดใส่ในระหว่างซอกรักแร้ บางพวกก็ทุบตีฝาเรือน พวกพราหมณ์ได้กลายเป็นคนบ้าไปแม้ทั้งหมด

 

นางเห็นพราหมณ์เหล่านั้นเข้าจึงกล่าวว่า ทราบว่าพราหมณ์เหล่านี้ จักตรวจดูลักษณะของเรา ท่านทั้งหลายจงลากคอพราหมณ์เหล่านั้นออกไปให้หมด ดังนี้แล้ว ให้คนรับใช้นำพราหมณ์เหล่านั้นออกไป พราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้ขวยเขิน ไปยังพระราชนิเวศน์แล้วโกรธต่อนางอุมมาทันตีจึงกราบทูลความเท็จว่า ขอเดชะ ผู้หญิงคนนั้นเป็นหญิงกาลกรรณี มิได้สมควรแก่พระองค์เลยพระเจ้าข้า

 

พระราชาทรงทราบว่า หญิงคนนั้นเป็นกาลกรรณี จึงมิได้ทรงรับสั่งให้นำหญิงนั้นมา นางอุมมาทันตีได้ทราบเรื่องนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า พระราชาไม่ทรงรับเราด้วยทรงสำคัญว่าเราเป็นคนกาลกรรณี ขึ้นชื่อว่าหญิง กาลกรรณี ย่อมไม่มีรูปร่างอย่างนี้เป็นแน่ ดังนี้ จึงผูกอาฆาตในพระราชาพระองค์นั้นว่า ช่างเถอะ ก็ถ้าว่าเราจักได้เข้าเฝ้าพระราชาก็จักรู้กัน

 

ครั้นต่อมา ท่านบิดาได้มอบเธอให้แก่ท่านอภิปารกะ นางได้เป็นที่รัก ที่ชอบใจของท่านอภิปารกะเสนาบดี ถามว่า นางได้มีรูปร่างงดงามอย่างนี้ เพราะวิบากแห่งกรรมอะไร ? ตอบว่า ด้วยวิบากแห่งการถวายผ้าแดงแด่พระภิกษุในอดีต

 

ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในกรุงพาราณสี นางได้บังเกิดในตระกูลที่ขัดสน ในวันที่มีมหรสพวันหนึ่งเธอมองเห็นผู้หญิงทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยบุญ นุ่งผ้าที่ย้อมแล้วด้วยดอกคำประดับประดาตกแต่งตัวอย่างสวยงาม กำลังเล่นกันอยู่ เธอต้องการจะนุ่งผ้าเช่นนั้นเล่นกับเขาบ้าง จึงบอกให้มารดาบิดาได้ทราบ

เมื่อท่านทั้ง ๒ นั้นกล่าวว่า ลูกเอ๋ย ! พวกเราเป็นคนจนขัดสน พวกเราจะได้ผ้าอย่างนั้นแต่ที่ไหนเล่า ดังนี้

 

นางจึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นท่านจงอนุญาตให้เราทำการรับจ้างในตระกูลมั่งคั่งแห่งหนึ่งเถิด พวกนายจ้างเหล่านั้นรู้คุณของเราแล้วก็คงจักให้เอง

พอได้รับอนุญาตจากมารดาบิดาแล้วนางจึงเข้าไปยังตระกูลหนึ่ง กล่าวว่า ดิฉันมาสมัครทำงานรับจ้าง เพื่อต้องการผ้าที่ย้อมด้วยดอกคำ

พวกนายจ้างกล่าวกะเธอว่า เมื่อเจ้าทำงานครบ ๓ ปีแล้ว พวกเรารู้คุณความดีของเจ้าแล้วจักให้แน่

นางรับคำแล้วเริ่มทำงาน พวกนายจ้างเหล่านั้น รู้คุณความดีของนางแล้ว ในเมื่อยังไม่ครบ ๓ ปีบริบูรณ์ดีนั่นเอง จึงได้มอบผ้าชนิดอื่นพร้อมกับผ้าที่ย้อมแล้วด้วยดอกคำชนิดเนื้อแน่นให้แก่นางแล้วสั่งนางว่า เธอจงไปอาบน้ำพร้อมกับพวกสหายของเธอเสร็จแล้ว จงลองนุ่งผ้านี้ดู

นางไปกับพวกหญิงสหายแล้ววางผ้าที่ย้อมแล้วไว้บนฝั่งแล้วอาบน้ำ เมื่อนางอาบน้ำเสร็จแล้ว ในขณะนั้นพระสาวกของพระกัสสปพุทธเจ้ารูปหนึ่ง มาถึงยังที่นั้น พระภิกษุรูปนั้นถูกโจรชิงเอาจีวรไป นุ่งและห่มกิ่งไม้ที่หักได้อยู่ นางเห็นท่านแล้วคิดว่า ท่านผู้เจริญรูปนี้ เห็นที่จักถูกโจรชิงจีวรไปแล้ว ผ้านุ่งของเราเป็นของหาได้ยาก เพราะไม่ได้ให้ทานไว้แม้ในกาลก่อน จึงฉีกผ้านั้นออกเป็น ๒ ส่วน คิดว่า จักถวายส่วนหนึ่งแด่พระผู้เป็นเจ้า ดังนี้

เมื่อนางขึ้นจากน้ำแล้ว จึงนุ่งผ้านุ่งส่วนที่เป็นของตัวแล้วกล่าวว่า ท่านเจ้าขา นิมนต์หยุดก่อน เจ้าข้า แล้วจึงไปไหว้พระเถระแล้วฉีกผ้านั้นตรงกลาง ได้ถวายส่วนหนึ่งแก่พระเถระนั้น พระเถระนั้นยืนอยู่ในที่กำบังส่วนหนึ่ง ทิ้งกิ่งไม้ที่หักได้เสีย นุ่งผ้าผืนนั้นชายหนึ่ง ห่มชายหนึ่ง แล้วจึงออกไป

ลำดับนั้น เพราะรัศมีแห่งผ้าได้อาบทั่วร่างพระเถระ บังเกิดเป็นแสงรัศมีดุจดังพระอาทิตย์ทอแสงอ่อน ๆ ฉะนั้น นางมองดูพระเถระนั้นแล้ว คิดว่า ทีแรกพระผู้เป็นเจ้าของเราไม่งามเลย บัดนี้งามรุ่งโรจน์ดุจพระอาทิตย์ทอแสงอ่อน ๆ ฉะนั้น เราจักถวายแม้ผ้าท่อนนี้แก่พระผู้เป็นเจ้านี้แหละ แล้วถวายผ้าส่วนที่สอง โดยได้ตั้งความปรารถนาว่า ท่านผู้เจริญ เมื่อดิฉันวนเวียนตายเกิดอยู่ในภพ พึงเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งรูปอันงดงาม ชนผู้ได้พบเห็นดิฉันแล้วขอจงอย่าได้อาจดำรงสติอยู่ได้เลย ผู้หญิงอื่นที่ชื่อว่ามีรูปสวยงามเกินกว่าดิฉัน ขออย่าได้มีเลย พระเถระ กระทำอนุโมทนาแล้วก็หลีกไป นางท่องเที่ยวไปในเทวโลก แล้วมาบังเกิดในอริฏฐบุรีในกาลนั้นแล้ว ได้มีรูปร่างงดงามเหมือนอย่างที่ได้ปรารถนาไว้แล้วนั้น.

ลำดับนั้น ในพระนครนั้น ประชาชนทั้งหลายได้โฆษณางานมหรสพประจำเดือนกัตติกมาส ประชาชนทั้งหลายได้ตระเตรียมพระนครไว้ ครั้นถึงวันมหรสพเพ็ญเดือนกัตติกมาสแล้ว ท่านอภิปารกเสนาบดีเมื่อจะไปยัง ที่ที่ทำงานของตน จึงเรียกภริยาสุดที่รักนั้นมาแล้วพูดว่า

อุมมาทันตี น้องรัก ! วันนี้ เวลาค่ำคืนแห่งกัตติกมาส จะมีมหรสพ พระราชาจักทรงทำประทักษิณพระนคร เสด็จผ่านประตูเรือนของเรานี้เป็นเรือนแรก น้องอย่าปรากฏตัวให้พระราชาทรงเห็นนะ เพราะถ้าพระองค์เห็นน้องแล้ว จักไม่อาจดำรงสติไว้ได้

นางอุมมาทันตีนั้นรับคำสามีว่า ไปเถอะ คุณพี่ เมื่อถึงเวลานั้นแล้วดิฉันจักรู้ถึงสิ่งที่ควร

เมื่อสามีไปแล้วนางจึงสั่งบังคับนางทาสีว่า ในเวลาที่พระราชาเสด็จมายังประตูเรือนของเรานี้ เจ้าจงบอกแก่เราให้ทราบด้วยนะ

ลำดับนั้น เมื่อพระอาทิตย์อัสดงคตแล้วพระจันทร์เพ็ญลอยเด่นขึ้นแทนที่ พระนครที่ประดับประดาตกแต่งแล้วก็ดูงดงามปานเทวนคร ประทีปลุกโพลงสว่างไสวทั่วทุกทิศ พระราชาทรงประดับตกแต่งด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ ทรงประทับบนรถม้าคันประเสริฐ แวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ ทรงกระทำประทักษิณพระนครด้วยยศใหญ่ เสด็จถึงประตูเรือนของท่านอภิปารกเสนาบดีเป็นเรือนแรกทีเดียว

 ก็เรือนหลังนั้นแวดล้อมด้วยกำแพงสีดังมโนศิลา มีหอคอยอยู่ที่ซุ้มประตูอันประดับตกแต่งจนงามเลิศ น่าดูชม ขณะนั้น นางทาสีได้เรียนแจ้งให้นางอุมมาทันตีทราบแล้ว นางอุมมาทันตีให้นางทาสีถือพานดอกไม้แล้ว ยืนพิงบานหน้าต่างด้วยลีลาอันงดงามดุจนางกินรี โปรยดอกไม้ใส่พระราชา พระราชาเหลือบแลดูนาง ทันทีก็เกิดความเมาด้วยกิเลส ไม่อาจจะดำรงสติไว้ได้ จนไม่สามารถจะจำได้ว่าเรือนหลังนี้เป็นของท่านอภิปารกเสนาบดี.

ลำดับนั้น พระราชาตรัสเรียกนายสารถีมาแล้ว เมื่อจะตรัสถาม จึงได้ตรัสว่า
ดูกรนายสุนันทสารถี นี่เรือนของใครหนอล้อมด้วยกำแพงสีเหลือง ใครหนอปรากฏอยู่ในที่ไกล เหมือนเปลวไฟอันลุกโพลงอยู่บนเวหาส และเหมือนเปลวไฟบนยอดภูเขา ฉะนั้น ดูกรนายสุนันทสารถี หญิงคนนี้เป็นธิดาของใครหนอ เป็นลูกสะใภ้หรือเป็นภรรยาของใคร ไม่มีผู้หวงแหนหรือผัวของนางมีหรือไม่ เราถามแล้วขอท่านจงบอกแก่เราโดยเร็ว.

 

ลำดับนั้น นายสารถี เมื่อจะกราบทูลแจ้งเนื้อความแด่พระราชา จึง ได้กราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชานิกร ก็ข้าพระองค์ย่อมรู้จักหญิงคนนั้นพร้อมทั้งมารดา บิดา แม้สามีของนาง ข้าพระองค์ก็รู้จัก ข้าแต่พระจอมภูมิบาล บุรุษนั้นเป็นผู้ไม่ประมาทในประโยชน์ของพระองค์ทั้งกลางคืนกลางวัน สามีของนางเป็นผู้มีอิทธิพลกว้างขวางและมั่งคั่ง ทั้งเป็นอำมาตย์คนหนึ่งของพระองค์ ข้าแต่พระราชา หญิงนั้นเป็นภรรยาของอภิปารกเสนาบดี ส่วนชื่อของนางนั้น จริงอยู่ หญิงคนนี้ ย่อมทำบุรุษผู้ที่มองดูนางให้หลงใหลคล้ายคนบ้า คือไม่ให้บุรุษนั้นดำรงสติอยู่ได้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า อุมมาทันตี ดังนี้ พระเจ้าข้า.

 

พระราชาได้ทรงสดับคำทูลนั้นแล้ว เมื่อจะทรงชมเชยชื่อของนางนั้น จึงตรัสว่า

ดูกรท่านผู้เจริญๆ ชื่อที่มารดาและบิดาตั้งให้หญิงนี้ เป็นชื่อเหมาะสมดี จริงอย่างนั้น เมื่อนางมองดูเรา ย่อมทำให้เราหลงใหลคล้ายคนบ้า.

 

แม้นางอุมมาทันตีนั้นก็ทราบว่า พระราชาพระองค์นั้นทรงหวั่นไหวพระหทัยแล้ว จึงปิดหน้าต่างแล้วได้เข้าสู่ห้องนอนตามเดิม นับแต่เมื่อพระราชาทรงทอดพระเนตรเห็นนางแล้ว พระองค์ไม่ได้มีพระหทัยที่จะทรงกระทำประทักษิณพระนครเลย พระราชาตรัสเรียกนายสารถีมาแล้วตรัสว่า สุนันทะสหายเอ๋ย ! เจ้าจงกลับรถเถิด งานมหรสพนี้ไม่สมควรแก่พวกเรา แต่สมควรแก่อภิปารกเสนาบดี

ถึงพระราชสมบัติ ก็สมควรแก่อภิปารกเสนาบดีนั้นเหมือนกัน ดังนี้ จึงให้นายสารถีกลับรถ เมื่อเสด็จขึ้นพระปราสาทแล้วทรงบรรทมบ่นเพ้อบนที่บรรทมว่า

 

ในคืนเดือนเพ็ญ นางผู้มีนัยน์ตาชะม้ายคล้ายเนื้อทราย ร่างกายมีสีเหมือนดอกปุณฑริกนั่งอยู่ใกล้หน้าต่าง ในคืนนั้น เราได้เห็นนางนุ่งห่มผ้าสีแดงเหมือนเท้านกพิราบ สำคัญว่าพระจันทร์ขึ้นสองดวง

 

คราวใด นางมีหน้ากว้าง ขาวสะอาด ประเล้าประโลมอยู่ด้วยอาการอันงดงาม ชม้อยชม้ายชำเลืองดูเรา ดังจะปล้นเอาดวงใจของเราไปเสียเลย เหมือนนางกินนรเกิดบนภูเขาในป่า ฉะนั้น

 

ก็คราวนั้นนางผู้พริ้งเพรา มีตัวเป็นสีทองสวมกุณฑลแก้วมณีผ้านุ่งผ้าห่มท่อนเดียว ชำเลืองดูเราประดุจนางเนื้อทรายมองดูนายพราน ฉะนั้น เมื่อไรหนอ นางผู้มีเล็บแดง มีขนงาม มีแขนนุ่มนิ่มลูบไล้ด้วยแก่นจันทน์ มีนิ้วมือกลมเกลี้ยง มีกระบวนชดช้อยงามตั้งแต่ศีรษะจักได้ยั่วยวนเรา

 

เมื่อไรหนอ ธิดาของท่านเศรษฐีติรีวัจฉะผู้มีทับทรวงอันกระทำด้วยข่ายทองเอวกลมจักกอดรัดเราด้วยแขนทั้งสองอันนุ่มนิ่ม ประดุจเถาย่านทรายรวบรัดต้นไม้ที่เกิดในป่าใหญ่ ฉะนั้น

 

เมื่อไรหนอ นางผู้มีผิวงามแดงดังน้ำครั่ง มีถันเป็นปริมณฑลดังฟองน้ำมีอวัยวะฉาบด้วยผิวหนังเปล่งปลั่งดังดอกปุณฑริก จัดจรดปากด้วยปากกะเรา เหมือนดังนักเลงสุราจรดจอกสุราให้แก่นักเลงสุรา ฉะนั้น

 

ในกาลใด เราได้เห็นนางผู้มีร่างกายทุกส่วนอันน่ารื่นรมย์ใจยืนอยู่ ในกาลนั้นเราไม่รู้สึกอะไรๆ แก่จิตของตนเลย เราได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้สวมสอดกุณฑลมณีแล้ว นอนไม่หลับทั้งกลางวันและกลางคืน เหมือนแพ้ข้าศึกมาตั้งพันครั้ง ถ้าท้าวสักกะพึงประทานพรให้แก่เรา ขอให้เราพึงได้พรนั้นเถิด อภิปารกเสนาบดีพึงรื่นรมย์อยู่กับนางอุมมาทันตีคืนหนึ่งหรือสองคืน ต่อจากนั้นพระเจ้าสีวิราชพึงได้รื่นรมย์บ้าง.

 

พวกราชบุรุษจึงพากันไปบอกแก่ท่านอภิปารกเสนาบดีว่า ข้าแต่นายท่าน พระเจ้าแผ่นดินทรงกระทำประทักษิณพระนคร พอมาถึงประตูบ้านของท่านแล้ว ก็เสด็จกลับวังขึ้นสู่ปราสาท อภิปารกเสนาบดีนั้นจึงไปยังเรือนของตนแล้ว เรียกนางอุมมาทันตีออกมาถามว่า น้องรักของพี่ น้องแสดงตัวปรากฏแก่พระราชาหรือจ๊ะ

 

นางตอบว่า พี่จ๋า มีชายคนหนึ่ง ท้องใหญ่ เขี้ยวโต ยืนมาบนรถ ดิฉันไม่รู้จักชายคนนั้นว่าเป็นพระราชา หรือมิใช่พระราชา แต่เมื่อผู้คนเล่ากันว่า เป็นเอกบุรุษเป็นใหญ่ ดังนี้ ดิฉันยืนอยู่ริมหน้าต่างจึงได้โปรยดอกไม้ลงไป ชายผู้นั้นยืนอยู่สักครู่หนึ่งแล้วก็กลับไป

 

อภิปารกเสนาบดีได้สดับคำนั้นแล้วจึงกล่าวว่า น้องทำให้พี่ต้องฉิบหายเสียแล้วเป็นแน่ ดังนี้

ครั้นวันรุ่งขึ้นจึงรีบไปยังพระราชนิเวศน์แต่เช้าตรู่ ยืนอยู่ที่ประตูห้องพระบรรทมได้ยินเสียงพระราชาบ่นเพ้อถึงนางอุมมาทันตี จึงคิดว่า พระราชาพระองค์นี้ มีจิตรักใคร่ผูกพันในน้องอุมมาทันตี ถ้าไม่ได้นางพระองค์คงจักสวรรคตเป็นแน่ เราควรจะช่วยปลดเปลื้องโทษทั้งของพระราชาและของเราเสีย แล้วถวายชีวิตแด่พระราชาพระองค์นี้เถิด

 

เมื่อคิดดังนั้นแล้ว อภิปารกเสนาบดีจึงกลับไปสู่เรือนของตน แล้วสั่งให้เรียกคนใช้คนสนิทผู้หนึ่งมาสั่งว่า นี่แน่ะพ่อคุณเอ๋ย ตรงที่โน้น มีต้นไม้ใหญ่มีโพรงอยู่ต้นหนึ่ง ท่านอย่าให้ใคร ๆ รู้นะ พอพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว ท่านจงไปในที่นั้นแล้ว เข้าไปนั่งอยู่ภายในต้นไม้ เราจะทำพลีกรรมที่ต้นไม้นั้น พอไปถึงต้นไม้นั้นนมัสการเทวดาแล้วจักวิงวอนว่า

 

ข้าแต่เทวราชาผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อมหรสพมีในพระนคร พระราชาของพวกข้าพเจ้าไม่ยอมทรงเล่นมหรสพนั้น กลับเสด็จไปยังห้องแล้วทรงบรรทมบ่นเพ้อ พวกข้าพเจ้าไม่ทราบถึงเหตุในข้อนั้นเลย พระราชาทรงมีอุปการะมากมายแก่พวกเทวดาฟ้าดิน ทรงสละทรัพย์พันหนึ่งให้กระทำพลีกรรมทุกกึ่งปี ขอให้ท่านจงบอกว่า พระราชาทรงเพ้อรำพันเพราะเหตุที่เราบอกนี้ แล้วเราก็จักอ้อนวอนว่า จงให้ชีวิตแก่ราชาของพวกข้าพเจ้าด้วยเถิด

 

ในขณะนั้น ท่านพึงดัดเสียงให้เปลี่ยนไปแล้วกล่าวว่า ดูก่อนท่านเสนาบดี ขึ้นชื่อว่าความเจ็บไข้ มิได้มีแก่พระราชาของพวกท่านเลย แต่พระองค์มีจิตผูกพันรักใคร่ในนางอุมมาทันตีผู้เป็นภรรยาของท่าน หากพระองค์ได้นางก็จักดำรงชีวิตอยู่ได้ ถ้าไม่ได้ก็จักสวรรคตเป็นแน่ ถ้าท่านปรารถนาจะให้พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ ก็จงถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์เถิด

 

เมื่อเสนาบดีให้คนใช้จำเอาถ้อยคำอย่างนี้แล้วก็สั่งไป คนใช้นั้นไปนั่งอยู่ในต้นไม้นั้น ครั้นวันรุ่งขึ้น ท่าน เสนาบดีไปยังสถานที่นั้นแล้ว จึงกล่าวคำอ้อนวอนตามที่ได้ตกลงกันไว้ คนใช้ก็ได้ทำตามคำสั่งทุกประการ ท่านเสนาบดีกล่าวว่า ดีแล้ว จากนั้นจึงบอกให้พวกอำมาตย์ทราบเรื่องแล้วเข้าไปยังพระนคร ขึ้นไปบนราชนิเวศน์แล้ว เคาะประตูห้องบรรทม พอพระเจ้าแผ่นดินกลับได้สติจึงตรัสถามว่า นั่นใคร

 

เขากราบทูลว่า ขอเดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ข้าพระองค์คืออภิปารกเสนาบดี พระเจ้าข้า

ลำดับนั้น พระราชาทรงเปิดประตูให้เขา เขาจึงเข้าไปถวายบังคมแด่พระราชาแล้วกราบทูลว่า

 

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นภูตบดี เมื่อข้าพระองค์กระทำพลีกรรมบวงสรวงเทวดาทั้งหลาย เพื่อจะรู้ถึงเหตุแห่งการบ่นเพ้อรำพันของพระองค์ เทวดามาบอกเนื้อความนี้แก่ข้าพระองค์ว่า พระทัยของพระราชาใฝ่ฝันถึงนางอุมมาทันตี ข้าพระองค์ขอถวายนางอุมมาทันตีนั้นให้เป็นบาทบริจาริกาแด่พระองค์ ขอพระองค์จงให้นางบำเรอเถิด ฯ

 

ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามท่านเสนาบดีว่า ดูก่อนอภิปารกะผู้สหาย แม้พวกเทวดาก็รู้เรื่องที่เราบ่นเพ้อเพราะมีจิตรักใคร่ในนางอุมมาทันตีด้วยหรือ

 

เสนาบดีทูลตอบว่า เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า

 

พระราชาทรงดำริว่า ข่าวว่า ความชั่วของเรา ชาวโลกทั้งหมดรู้กันแล้ว ดังนี้ จึงทรงดำริอยู่ในธรรมคือ ความตายแล้ว ตรัสว่า

 

ดูก่อนอภิปารกเสนาบดี ผู้สหายเอ๋ย ! เมื่อเราบำเรออยู่กับนางด้วยอำนาจกิเลส เราก็จักเสื่อมจากบุญ และจะไม่ได้เป็นเหมือนดั่งสมมติเทพ อนึ่ง มหาชนพึงทราบความชั่วช้าลามกนี้ ต่อแต่นั้นก็จะพึงติเตียนว่าพระราชาทรงกระทำสิ่งที่ไม่สมควรเลย อนึ่ง ท่านให้นางผู้เป็นภรรยาสุดที่รักแก่เราแล้ว ภายหลังท่านไม่ได้เห็นภรรยา ความคับแค้นในใจก็จะพึงมีแก่ท่าน.

 

อภิปารกเสนาบดีทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งหมู่ชน ข้าพระองค์ผู้เดียวเท่านั้น จักปกปิดเรื่องนี้แล้วนำนางมาถวาย เพราะฉะนั้น เว้นจากพระองค์และข้าพระองค์เสียแล้ว ประชาชนคนอื่นทั้งหมดจักไม่รู้แม้เพียงกิริยาอาการแห่ง เรื่องที่ทำมาแล้วนี้

 

ข้าพระองค์นำนางอุมมาทันตีมาถวายพระองค์แล้ว ขอพระองค์จงทรงร่วมอภิรมย์กับนางเถิด จงทำความปรารถนาแห่งใจให้เต็มเปี่ยมเถิด ก็ครั้นพระองค์ทำความปรารถนาแห่งใจเต็มที่แล้ว หากนางไม่เป็นที่ถูกพระทัยของพระองค์ไซร้ จงให้คืนแก่ข้าพระองค์ตามเดิมเถิด

 

ดูก่อนอภิปารกเสนาบดีผู้เป็นสหาย มนุษย์ผู้ใดทำกรรมอันเป็นบาป ภายหลังมนุษย์ผู้นั้นคิดว่า ชนเหล่าอื่นในโลกนี้อย่ารู้กรรมอันเป็นบาปนี้ของเราเลย ความคิดของบุคคลนั้นเป็นความคิดที่ชั่วร้าย เพราะว่านรชนคือ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพุทธบุตรทั้งหลาย เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยฤทธิ์เหล่านั้น ย่อมเห็นการกระทำนั้นนั่นแล

 

ดูก่อนอภิปารกเสนาบดีผู้สหายรัก คนอื่นใครเล่าในโลกนี้ คือในแผ่นดินทั้งสิ้น จะพึงเชื่อท่านอย่างนี้ว่า นางอุมมาทันตีมิได้เป็นที่รักของตัว เมื่อท่านให้นางอุมมาทันตีภรรยายอดรักแล้ว ภายหลังไม่เห็นนาง ความคับแค้นใจอย่างร้ายแรงจะเกิดแก่ท่าน.

 

ข้าแต่พระจอมประชาชน นางอุมมาทันตีนั้นเป็นที่รักของข้าพระบาทโดยแท้ ข้าแต่พระภูมิบาล นางไม่เป็นที่รักของข้าพระบาทก็หาไม่ ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์

 

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ถ้าพระองค์จะไม่ให้นำนางมาในที่นี้ไซร้ ขอพระองค์จงเสด็จไปยังที่อยู่ของนางนั้นเถิด จงทำความปรารถนาของพระองค์ให้สำเร็จบริบูรณ์ในที่นั้นเถิด เหมือนราชสีห์เมื่อเกิดความเร่าร้อนแห่งกิเลสขึ้น ก็จะเข้าไปสู่ถ้ำแก้วอันเป็นที่อยู่ของนางราชสีห์น้อย

 

ดูก่อนอภิปารกเสนาบดีผู้เป็นสหายรัก หมู่บัณฑิตแม้ถูกความทุกข์กระทบตนแล้ว แต่ก็ย่อมไม่ละทิ้งการกระทำที่มีผลให้เป็นสุข หรือแม้ว่าจะเป็นผู้ลุ่มหลงมัวเมาด้วยความสุข แต่ย่อมไม่ยอมประพฤติกรรมอันเป็นบาป

 

ข้าแต่พระเจ้าสีวิราชผู้เป็นใหญ่ ก็พระองค์เป็นทั้งพระมารดาพระบิดา เป็นผู้เลี้ยงดู เป็นเจ้านาย เป็นผู้พอกเลี้ยง และเป็นเทวดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์พร้อมด้วยบุตรและภรรยาเป็นทาสของพระองค์ ไม่ว่าผู้ใดย่อมไม่ติเตียนนายผู้ใช้ให้ทาสีของตนบำรุงบำเรอเลย ขอพระองค์จงบริโภคกาม ตามความสบายตามอัธยาศัย คือ จงทำความปรารถนาของพระองค์ให้บริบูรณ์ เถิด

 

ดูก่อนอภิปารกเสนาบดีผู้สหายรัก ผู้ใดทำบาปด้วยคิดว่า เราเป็นผู้ยิ่งใหญ่ และครั้นกระทำแล้วก็ไม่สะดุ้งกลัวว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จักชี้แจงถึงกรรมนั้น เพราะกรรมนั้น ผู้นั้นย่อมไม่ดำรงชีพอยู่ได้ตลอดกาลนาน ย่อมตายเสียโดยฉับพลันทีเดียว อนึ่งแม้ เทวดาทั้งหลายก็ย่อมพากันแลดูด้วยสายตาอันเหยียดหยามว่า การที่บุคคลนั้นเอาหม้อทรายผูกคอฆ่าตัวตายเสียยังประเสริฐกว่าการครองราชสมบัติของพระราชาผู้ลามกนี้ มิใช่หรือ

 

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ชนเหล่าใดตั้งอยู่ในธรรม เมื่อรับทานที่ผู้อันเป็นเจ้าของมอบให้แล้ว ชนเหล่านั้นทั้งหมดย่อมได้ชื่อว่าเป็นทั้งผู้รับและเป็นทั้งผู้ให้ในทานนั้น ย่อมพากันทำแต่กรรมที่มีผลเป็นสุขอย่างเดียว ก็เมื่อปฏิคาหกผู้ตั้งอยู่ในธรรมรับทานอยู่ ทานนั้นย่อมให้ผลเป็นอันมากแก่ทายก

 

ดูก่อนอภิปารกเสนาบดีผู้สหายรัก ผู้ใดที่ตัวเองถูกความทุกข์บีบคั้นแล้วใส่ความทุกข์นั้นให้แก่ผู้อื่น หรือถือเอาความสุขของตน ด้วยความสุขของผู้อื่น ดังนี้ บุคคลนั้นชื่อว่าย่อมไม่รู้ธรรม ส่วนผู้ใดรู้อย่างนี้ว่า ความสุขและความทุกข์ของเรานั้นเป็นฉันใด ของคนอื่นก็เป็นฉันนั้นเหมือนกัน ดังนี้ ผู้นั้นชื่อว่ารู้ธรรม

 

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมประชาชน พระองค์ย่อมทรงทราบว่า นางอุมมาทันตีนี้เป็นที่รักของข้าพระบาท ข้าแต่พระจอมภูมิบาล นางนั้นมิใช่ไม่เป็นที่รักของข้าพระบาทก็หาไม่ ข้าพระบาทขอถวายสิ่งอันเป็นที่รักแก่พระองค์ด้วยสิ่งอันเป็นที่รัก ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ผู้ให้สิ่งอันเป็นที่รักย่อมได้สิ่งอันเป็นที่รัก.

 

อภิปารกเสนาบดีผู้สหายรัก เราเกิดความไม่สบายใจขึ้นว่า เราจักทำสิ่งอันไม่สมควรเพราะมีกามเป็นเหตุแล้ว จักฆ่าตนเสีย

 

ถ้าพระองค์ไม่ทรงปรารถนานางเพราะเหตุที่พระองค์ทรงคิดว่านางอุมมาทันตีนั้นเป็นสมบัติของข้าพระองค์ แล้วไซร้ ข้าพระองค์จักประชุมเสนาทั้งหมดแล้วสละนางต่อหน้าชนทั้งหมดนั้นว่า หญิงคนนี้ไม่เป็นประ โยชน์แก่เราเลย จากนั้นพระองค์พึงนำนางมาจากที่นั้นเถิด เพราะนางเป็นผู้ไม่มีใครหวงแหนแล้ว

 

ดูกรอภิปารกเสนาบดีผู้กระทำประโยชน์ ถ้าท่านจะสละนางอุมมาทันตีผู้หาประโยชน์มิได้ เพื่อสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์แก่ท่าน คำว่ากล่าวอย่างใหญ่หลวงจะพึงมีแก่ท่าน อนึ่ง แม้การใส่ร้ายในพระนครก็จะพึงมีแก่ท่าน.

 

อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า ข้าแต่พระจอมภูมิบาล ข้าพระบาทจักอดกลั้นความค่อนว่าคำนินทา คำสรรเสริญ และคำติเตียนทั้งหมด ความค่อนว่าเป็นต้นนั้นจงตกอยู่แก่ข้าพระบาท ข้าแต่พระจอมแห่งชนชาวสีพี ขอพระองค์ทรงบริโภคกามตามความสำราญเถิด ผู้ใดไม่ถือเอาความนินทา ความสรรเสริญ ความติเตียน และแม้การบูชา สิริและปัญญาย่อมหายไปจากผู้นั้น เหมือนดังน้ำฝนย่อมไหลหายไปจากที่ดอน ฉะนั้น ข้าพระบาทจักยอมรับความทุกข์ความสุข และความคับแค้นใจทั้งหมดเพราะเหตุแห่งการสละนี้ด้วยอก เหมือนดังแผ่นดินรองรับสิ่งของทั้งของคนมั่นคงและคนสะดุ้งฉะนั้น.

 

เราไม่ปรารถนาสิ่งที่เกินธรรมดา ไม่ปกติ สิ่งที่เป็นความคับแค้นใจและความทุกข์ของชนเหล่าอื่น เราแม้ผู้เดียวจักเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม ไม่ทำประโยชน์แม้หน่อยหนึ่งให้เสื่อมไป แม้เราผู้เดียวเท่านั้นที่จักทำตนให้พ้นจากภาระคือความทุกข์ของตนนี้เสีย

 

ข้าแต่จอมประชาชน บุญกรรมย่อมทำให้เข้าถึงสวรรค์ พระองค์อย่าได้ทรงทำให้กรรมที่ข้าพระบาททำนี้เสียไปเลย ข้าพระบาทมีใจเลื่อมใสขอถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์ ดังเช่นพระราชาทรงประทานทรัพย์สำหรับบูชายัญแก่พราหมณ์ทั้งหลาย ฉะนั้น.

 

อภิปารกเสนาบดีผู้สหายรัก ท่านเป็นผู้เกื้อกูลแก่เราในการกระทำประโยชน์แน่แท้    แม้นางอุมมาทันตีก็เป็นสหายของเรา แม้ตัวท่านก็เป็นสหายของเรา มิใช่แต่เทวดาและพระพรหมเท่านั้น แม้ประชาชนชาวเมืองทั้งหมด ก็จะพึงพากันนินทาเราได้ว่า ชาวเราเอ๋ย ! พวกท่านจงดูเถิด ภรรยาของเสนาบดีผู้เป็นสหาย พระราชาพระองค์นี้ยังนำมาเป็นมเหสีได้ลงคอ

 

ข้าแต่พระเจ้าสีวิราช ชาวนิคมและชาวชนบททั้งหมด ไม่พึงคัดค้านกรรมอันเป็นธรรมนั้นเลย ข้าพระบาทขอถวายนางอุมมาทันตีแก่พระองค์ พระองค์จงทรงอภิรมย์อยู่กับนางเต็มพระหฤทัยปรารถนาแล้วจงทรงสลัดเสีย.

 

พระราชาตรัสว่า ท่านเป็นผู้เกื้อกูลแก่เราในการทำประโยชน์แน่แท้ นางอุมมาทันตีและท่านเป็นสหายของเรา ธรรมทั้งหลายคือความอดทนเมตตาภาวนาศีลและ มรรยาท ของสัตบุรุษทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น จัดว่าพรรณนาไว้ดีแล้ว เพราะฉะนั้น แม้เราก็จักไม่ก้าวล่วงขอบเขตแห่งศีล เหมือนมหาสมุทรไม่ล่วงล้นฝั่งอันเป็นขอบเขต ฉะนั้น

 

ข้าแต่พระราชา พระองค์เป็นผู้ควรของคำนับของข้าพระองค์ เป็นผู้หวังประโยชน์เกื้อกูล พระองค์ชื่อว่าเป็นผู้ทรงไว้ เพราะทรงก่อให้เกิดความสุขในอิสริยยศ และทรงรักษาความต้องการที่ข้าพระองค์อยากได้และปรารถนาแล้ว ยัญที่บูชาในพระองค์ย่อมมีผลมาก ขอพระองค์ทรงรับนางอุมมาทันตีตามความปรารถนาของข้าพระองค์เถิด.

 

อภิปารกเสนาบดี ถวายนางอุมมาทันตีแด่พระราชา ด้วยคำพูดอย่างนี้ พระราชาทรงปฏิเสธว่า เราไม่ต้องการนาง พระราชาและท่านเสนาบดีทั้ง ๒ คน ย่อมละทิ้งนางอุมมาทันตี เหมือนบุคคลเอาหลังเท้าเตะรังนกที่ตกอยู่บนพื้นดินให้ลอยไปตกในดง ฉะนั้น..

 

บัดนี้ พระราชาเมื่อจะทรงคุกคามขู่ท่านเสนาบดีนั้น เพื่อจะไม่ให้เขากล่าวต่อไปอีก จึงตรัสว่า

 

ดูกรอภิปรารกเสนาบดี แน่นอนละ เมื่อก่อนแต่นี้ ท่านได้ประพฤติธรรมทั้งหมดแก่เรา ได้บำเพ็ญประโยชน์เกื้อกูลและความเจริญแก่เรา แต่มาบัดนี้ ท่านกลับกลายเป็นปฏิปักษ์ เอาแต่พูดถ้อยคำเป็นอันมาก ท่านอย่าบ่นเพ้ออย่างนี้เลย คนอื่นที่จะให้แสงสว่างแก่ท่านมีอยู่หรือในโลกนี้ ผู้ที่จะกระทำความสวัสดีให้ท่านในเวลาอรุณขึ้นมีอยู่หรือ ก็ถ้าจักได้มีพระราชาองค์อื่นมีจิตผูกพันรักใคร่ในภรรยาของท่านเหมือนอย่างเราแล้วไซร้ ก็จะพึงใช้ให้คนตัดศีรษะของท่านเสียภายในอรุณทีเดียว

แล้วชิงนางมาไว้ในพระราชวังของพระองค์เป็นแน่ แต่เราไม่ยอมกระทำอย่างนั้น เพราะกลัวต่ออกุศลกรรม ท่านจงนิ่งเฉยเสียเถิด เรามิได้มีความต้องการนางเลย

 

อภิปารกเสนาบดี พอได้สดับพระดำรัสนั้นแล้ว เมื่อไม่อาจจะกราบทูลคำอะไร ๆ อีกได้ จึงกล่าวด้วยหมายจะชมเชยพระราชาว่า

 

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์เท่านั้นเป็นพระราชาผู้ประเสริฐสูงสุดกว่าพระราชาผู้เป็นจอมแห่งประชาชนทั้งหมด ชนชมพูทวีปทั้งสิ้น พระองค์เป็นพระราชาผู้อันธรรมคุ้มครองแล้ว เพราะทรงรักษาธรรมเป็นเครื่องวินิจฉัย ธรรมอันเกี่ยวเนื่องด้วยประเพณีและธรรมคือความสุจริต พระองค์เป็นพระราชาผู้รู้แจ้งธรรม เพราะรู้แจ้งตลอดทั่วถึงธรรมเหล่านั้น พระองค์เป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม พระองค์เป็นผู้อันธรรมที่รักษาไว้คุ้มครองแล้ว ขอพระองค์จงดำรงพระชนมายุยั่งยืนยาวนานเถิด ข้าแต่พระราชาผู้ประเสริฐ ผู้รักษาคุ้มครองธรรม ขอพระองค์จงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์เถิด.

 

ลำดับนั้น พระราชาเมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสว่า

 

ดูกรอภิปารกเสนาบดี เชิญท่านฟังคำของเราเถิด เราจักแสดงธรรมที่สัตบุรุษส้องเสพแก่ท่าน พระราชาชอบใจธรรมจึงจะดีงาม นรชนผู้มีความรู้รอบจึงจะดีงาม ความไม่ประทุษร้ายต่อมิตรเป็นความดี การไม่กระทำบาปเป็นสุข มนุษย์ทั้งหลายพึงอยู่เป็นสุขในแว่นแคว้นของพระราชาผู้ไม่ทรงกริ้วโกรธ ทรงตั้งอยู่ในธรรม เหมือนเรือนของตนอันมีร่มเงาเย็นฉะนั้น

 

เราย่อมไม่ชอบใจกรรมที่ทำด้วยความไม่พิจารณาอันเป็นกรรมไม่ดีนั้นเลย แม้พระราชาเหล่าใดทรงทราบแล้วไม่ทรงทำเอง เราชอบใจกรรมของพระราชาเหล่านั้น ขอท่านจงฟังอุปมาของเราต่อไปนี้

 

ถ้าเมื่อฝูงโคว่ายข้ามฟากไปอยู่ โคผู้นำฝูง ว่ายน้ำไปคด โคทั้งหมดนั้นก็ว่ายไปคด ในเมื่อโคนำฝูงว่ายคด ฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้น ผู้ใดได้รับยกย่องว่าเป็นผู้ประเสริฐ ถ้าผู้นั้นประพฤติอธรรมจะป่วยกล่าวไปไยถึงประชาชนนอกนี้ รัฐทั้งหมดย่อมอยู่เป็นทุกข์ ถ้าพระราชาไม่ทรงตั้งอยู่ในธรรม

 

เมื่อฝูงโคว่ายข้ามไปอยู่ ถ้าโคผู้นำฝูงว่ายน้ำไปตรง โคทั้งหมดนั้นก็ว่ายไปตรง ในเมื่อโคนำฝูงว่ายไปตรง ฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้น ผู้ใดได้รับยกย่องว่าเป็นผู้ประเสริฐถ้าผู้นั้นประพฤติธรรม จะป่วยกล่าวไปไยถึงประชาชนนอกนี้ รัฐทั้งหมดย่อมอยู่เป็นสุข ถ้าพระราชาทรงตั้งอยู่ในธรรม

 

ดูกรอภิปารกเสนาบดีเราไม่พึงปรารถนาเพื่อความเป็นเทวดาและเพื่อครอบครองแผ่นดินทั้งหมดนี้โดยอธรรม รัตนะอย่างใดอย่างหนึ่งคือ โค ทาส เงิน ผ้า และจันทน์เทศ มีอยู่ในมนุษย์นี้ เราจะไม่ประพฤติผิดธรรมเพราะความปรารถนารัตนะเหล่านั้น บุคคลไม่พึงประพฤติผิดธรรมเพราะเหตุแห่งสมบัตินั้น เป็นต้นว่า ม้า หญิง แก้วมณีหรือแม้พระจันทร์และพระอาทิตย์ที่รักษาอยู่ เราเป็นผู้องอาจ เกิดในท่ามกลางแห่งชาวสีพีทั้งหลาย ฉะนั้น เราจะไม่ประพฤติผิดธรรมเพราะเหตุแห่งสมบัตินั้น เราจะเป็นผู้นำ จะเป็นผู้เกื้อกูล เป็นผู้เฟื่องฟู ปกครองแว่นแคว้น จักเป็นผู้เคารพธรรมของชาวสีพี จะเป็นผู้คิดค้นซึ่งธรรม เพราะฉะนั้น เราจะไม่เป็นไปในอำนาจแห่งจิตของตน

 

อภิปารกเสนาบดีพอได้สดับธรรมกถาของพระมหาสัตว์อย่างนั้นแล้ว เมื่อจะทำความชมเชย จึงกล่าวดังนี้ว่า

 

ข้าแต่พระมหาราชเจ้าพระองค์ทรงประพฤติธรรมอันไม่มีความฉิบหายเป็นแดนเกษมอยู่เป็นนิจแน่แท้ พระองค์จักดำรงราชสมบัติอยู่ยั่งยืนนาน เพราะพระปัญญาของพระองค์เป็นเช่นนั้น พระองค์ไม่ทรงประมาทธรรมใด ข้าพระองค์ขออนุโมทนาธรรมนั้นของพระองค์

 

อภิปารกเสนาบดีนั้น ครั้นทำความชมเชยพระมหาสัตว์อย่างนี้แล้ว จึงกล่าวคาถาสั่งสอน ๑๐ คาถา ให้ยิ่งขึ้นไปอีก ดังนี้

 

กษัตริย์ผู้เป็นอิสระทรงประมาทธรรมแล้ว ย่อมเคลื่อนจากรัฐ

ข้าแต่พระมหากษัตริย์ขัตติยราช ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในพระชนนีและพระชนก ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้วจักเสด็จสู่สวรรค์

พระองค์จงทรงประพฤติธรรมในพระราชบุตรและพระมเหสี ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้วจักเสด็จสู่สวรรค์

ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในมิตรและอำมาตย์ .. ในราชพาหนะและทะแกล้วทหาร .. ในบ้านและนิคม ...ในแว่นแคว้นและชนบท .. ในสมณะและพราหมณ์ .. ในเนื้อและนกทั้งหลาย .. ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้วจักเสด็จสู่สวรรค์

ข้าแต่พระมหาราชเจ้าขอพระองค์จงประพฤติธรรมเถิด เพราะว่าธรรมที่ประพฤติแล้วย่อมนำสุขมาให้ ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมเถิด ด้วยว่าพระอินทร์ เทวดา พร้อมทั้งพรหม เป็นผู้ถึงทิพยสถานเพราะธรรมที่ประพฤติแล้ว ข้าแต่พระราชา พระองค์อย่าทรงประมาทธรรมเลย.

เมื่ออภิปารกเสนาบดีแสดงธรรมแด่พระราชาอย่างนี้แล้ว พระราชาก็ ได้ทรงบันเทาพระทัยที่จะผูกพันรักใคร่ในนางอุมมาทันตีเสียได้สิ้น