kkdee.com, Plateform for Good Content.

หน้าหลัก / นิทาน / ชาดก


นิทานชาดกเรื่อง อุททาลกชาดก:ว่าด้วยจรณธรรม

อุททาลกชาดก: ว่าด้วยจรณธรรม


               พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระมหาวิหารเชตวัน ทรงพระปรารภถึงภิกษุผู้หลอกลวงรูปหนึ่ง ตรัสเรื่องนี้ เรื่องย่อมีว่า ภิกษุนั้น แม้บวชในพระศาสนาอันมีธรรม เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ได้แล้ว ก็ยังชอบประพฤติเรื่องหลอกลวง เพื่อต้องการปัจจัยทั้งสี่ 
               ครั้งนั้น พวกภิกษุเมื่อจะประกาศโทษของภิกษุรูปนั้น ตั้งเรื่องสนทนากันในธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุที่ชื่อโน้นบวชในพระศาสนา อันประกอบด้วยธรรมเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้แล้ว ยังจะอาศัยการหลอกลวงเลี้ยงชีวิตอยู่เล่า 
               พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อพวกภิกษุกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว
               ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อน ภิกษุรูปนนั้นก็หลอกลวงเหมือนกัน ทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้ 
               ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ณ พระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นปุโรหิต เป็นบัณฑิตเฉลียวฉลาด วันหนึ่ง ท่านไปเดินเล่นในอุทยาน เห็นหญิงแพศยารูปงามนางหนึ่ง เกิดติดใจ จึงไปอยู่ร่วมกับนาง 
               จนกระทั่งนางตั้งครรภ์ ครั้นรู้ว่าตนมีครรภ์ ก็บอกท่านว่า เจ้านาย ดิฉันตั้งครรภ์แล้ว ในเวลาเด็กเกิด ดิฉันจะตั้งชื่อเขาว่าอย่างไรเจ้าคะ ท่านคิดว่า เพราะเด็กเกิดในท้องวรรณะทาสีไม่อาจขนานนามตามสกุลได้ แล้วกล่าวว่า
               แม่นางเอ๋ย ต้นไม้ที่ป้องกันลมได้ต้นนี้ชื่อว่า ต้นคูน เพราะเราได้เด็กที่นี้ เธอควรตั้งชื่อเขาว่า อุททาลกะ (คูน) เถิด แล้วได้ให้แหวนสวมนิ้วชี้ไปสั่งว่า ถ้าเป็นธิดา เธอพึงเลี้ยงดูเด็กนั้นด้วยแหวนนี้ ถ้าเป็นบุตรละก็พึงส่งตัวเขาผู้เติบโตแล้วแก่ฉัน
               ต่อมานางคลอดบุตรชาย ได้ขนานนามว่า อุททาลกะ เขาเติบโตแล้ว ถามมารดาว่า แม่จ๋า ใครเป็นพ่อของฉัน นางตอบว่า พ่อของเจ้าคือท่านปุโรหิต เขากล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นฉันต้องเรียนพระเวท แล้วรับแหวนและค่าคำนับอาจารย์จากมือมารดา เดินทางไปตักกสิลา เรียนศิลปะในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์อยู่ เห็นคณะดาบสคณะหนึ่ง คิดว่า ในสำนักของพวกนี้คงมีศิลปะอันประเสริฐ เราจักเรียนศิลปะนั้น เพราะความโลภในศิลปะจึงบวช พอทำวัตรปฏิบัติแก่ดาบสเหล่านั้น แล้วก็ถามว่า
               ข้าแต่ท่านอาจารย์ทั้งหลาย โปรดให้ข้าพเจ้าศึกษาในศิลปะที่ท่านรู้เถิด ดาบสเหล่านั้นก็ให้เขาศึกษาตามทำนองที่ตนรู้ บรรดาดาบสทั้ง ๕๐๐ คน ไม่มีเลยแม้แต่รูปเดียวที่ฉลาดยิ่งกว่าเขา เขาคนเดียวเป็นยอดของดาบสเหล่านั้นทางปัญญา. ครั้งนั้น พวกดาบสเหล่านั้นจึงประชุมกันยกตำแหน่งอาจารย์ให้แก่เขา
               ครั้นแล้วเขากล่าวกะดาบสเหล่านั้นว่า ผู้นิรทุกข์ พวกคุณพากันบริโภคเผือก มัน และผลไม้ในป่าเป็นอาหาร อยู่กันในป่า เหตุไรจึงไม่พากันไปสู่ถิ่นแดนมนุษย์เล่า 
               พวกดาบสตอบว่า ผู้นิรทุกข์ ธรรมดาพวกมนุษย์ให้ทานมากๆ แล้ว ก็ขอให้ทำอนุโมทนา ขอให้กล่าวธรรมกถา พากันถามปัญหา พวกเราไม่ไปในถิ่นมนุษย์นั้นเพราะเกรงภัยนั้น 
               เขากล่าวว่า แม้ถึงว่าจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ การพูดให้จับใจ นั้นเป็นหน้าที่ของฉัน พวกท่านอย่ากลัวเลย จึงท่องเที่ยวไปกับพวกดาบสนั้น ลุถึงพระนครพาราณสีโดยลำดับ พักอยู่ในพระราชอุทยาน
               พอรุ่งขึ้นก็เที่ยวไปขออาหารไปตามประตูบ้านกับดาบสทั้งปวง พวกมนุษย์พากันให้มหาทาน รุ่งขึ้นพวกดาบสก็พากันเข้าสู่พระนคร พวกประชาชนได้พากันให้มหาทาน อุททาลกดาบสกระทำอนุโมทนา กล่าวมงคล วิสัชนาปัญหา พวกมนุษย์พากันเลื่อมใสได้ให้ปัจจัยมากมาย ชาวเมืองทั่วหน้าพากันกราบทูลแด่พระราชาว่า ดาบสผู้ทรงธรรมเป็นบัณฑิต เป็นคณะศาสดามาถึงแล้ว 
               พระราชาตรัสถามว่า อยู่ที่ไหน ทรงสดับว่าในอุทยาน ก็ตรัสว่า ดีละ วันนี้เราจักไปพบดาบสเหล่านั้น  มีบุรุษผู้หนึ่งได้ไปบอกแก่อุททาลกะว่า พระราชาจะเสด็จมาเยี่ยมพระคุณเจ้าทั้งหลาย
               เขาเรียกคณะฤาษีบอกว่า ผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ข่าวว่าพระราชาจะเสด็จมา ธรรมดาท่านผู้เป็นใหญ่ ทำให้พอใจได้ วันหนึ่งแล้วก็พอใจไปตลอด พวกดาบสพากันถามว่า ท่านอาจารย์ครับ  พวกผมต้องทำยัง เขากล่าวอย่างนี้ว่า ในพวกท่านบางพวกจงประพฤติวัคคุลิวัตร (ข้อปฏิบัติอย่างค้างคาว) บางพวกจงตั้งหน้านั่งกระโหย่ง บางพวกจงพากันนอนบนหนาม บางพวกจงผิงไฟ ๕ กอง บางพวกจงพากันแช่น้ำ บางพวกจงพากันสังวัธยายมนต์ในที่นั้นๆ พวกดาบสกระทำตามนั้น 
               ฝ่ายตนเองชวนดาบสที่ฉลาดๆ มีวาทะคมคาย ๘ หรือ ๑๐ รูปไว้ วางคัมภีร์ที่สวยงามไว้บนเครื่องสำหรับวางหนังสือใบลาน  แวดล้อมด้วยอันตวาสิก (ภิกษุผู้อาศัยอยู่กับอาจารย์ หรือภิกษุผู้มิใช่พระอุปัชฌาย์ของตน) นั่งเหนืออาสนะที่จัดไว้เป็นอันดี                  ขณะนั้น พระราชาตรัสชวนปุโรหิตเสด็จไปพระอุทยานกับบริวารขบวนใหญ่ ทอดพระเนตรเห็นดาบสเหล่านั้นพากันประพฤติตบะผิดๆ กันอยู่ ทรงเลื่อมใสว่า ท่านพวกนี้พ้นแล้วจากภัยในอบาย เสด็จถึงสำนักอุททาลกดาบส ทรงพระปฏิสันถารประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง มีพระมนัสยินดี
               เมื่อตรัสสนทนากับท่านปุโรหิต ตรัสว่า

               ชฎิลเหล่าใดครองหนังเสือพร้อมเล็บ ฟันเขลอะ รูปร่างเลอะเทอะ
ร่ายมนต์อยู่ ชฎิลเหล่านั้นเป็นผู้รู้การประพฤติตบะและการสาธยายมนต์นี้
ในความเพียรที่มนุษย์จะพึงทำกัน จะพ้นจากอบายได้หรือ.


               ท่านปุโรหิตได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ดำริว่า พระราชาพระองค์นี้ทรงเลื่อมใสในฐานะอันไม่ควร เราจะนิ่งเสียไม่ได้ละ จึงกล่าวว่า

               ข้าแต่พระราชา ถ้าบุคคลเป็นพหูสูต แต่ไม่ประพฤติธรรม
               ก็จะพึงกระทำกรรมอันลามกทั้งหลายได้ แม้จะมีเวทมากมาย 
               อาศัยแต่ความเป็นพหูสูต ยังไม่บรรลุจรณธรรม
               จะพ้นจากทุกข์ไม่ได้เลย


               อุททาลกะได้ฟังคำของท่านดังนั้นแล้ว คิดว่า พระราชาทรงเลื่อมใส คณะฤาษีตามพระอัธยาศัยแล้ว แต่พราหมณ์ผู้นี้มาขว้างโคที่กำลังเที่ยวไป ทิ้งขยะลงในอาหารที่เขาคิดไว้แล้ว เราต้องพูดกับเขา
               เมื่อจะพูด จึงกล่าวว่า
                         บุคคลผู้มีเวทมากมาย อาศัยแต่ความเป็นพหูสูตนั้น
               ยังไม่บรรลุจรณธรรมแล้ว จะพ้นจากทุกข์ไปไม่ได้
               อาตมภาพย่อมสำคัญว่า เวททั้งหลายก็ย่อมไม่มีผล
               จรณธรรมอันมีความสำรวมเท่านั้นเป็นความจริง


               ลำดับนั้น ปุโรหิตกล่าวว่า
                         เวททั้งหลายจะไม่มีผล ก็หาไม่ได้
               จรณธรรมอันมีความสำรวมนั้นเป็นความจริง
               แต่บุคคลเรียนเวททั้งหลายแล้ว ย่อมได้รับเกียรติคุณ
               ท่านผู้ฝึกฝนตนด้วยจรณธรรมแล้ว ย่อมบรรลุสันติ
 


               อุททาลกะได้ฟังดังนั้น แล้วคิดว่า เราไม่อาจโต้กับปุโรหิตนี้ ด้วยอำนาจเป็นฝ่ายแย้งได้ ธรรมดาบุคคลที่จะไม่สนในคำที่ถูกกล่าว ไม่มีเลย เราต้องบอกเขาว่าเราเป็นลูก จึงกล่าวว่า

               บุตรที่เกิดแต่มารดา บิดา และเผ่าพันธุ์ใด อันบุตรจะต้องเลี้ยงดู
อาตมภาพเป็นคนๆ นั้นแหละมีชื่อว่า อุททาลกะ เป็นเชื้อสายของ
วงค์ตระกูลโสตถิยะแห่งท่านผู้เจริญ
 


               เมื่อท่านปุโรหิตถามว่า แน่หรือคุณชื่ออุททาลกะ  อุททาลกะตอบว่า แน่ซิ
               ปุโรหิตถามต่อไปว่า ข้าพเจ้าให้เครื่องหมายไว้แก่มารดาของท่าน เครื่องหมายนั้นไปไหนเล่า ตอบว่า นี่แหวนท่านพราหมณ์ พลางวางแหวนลงในมือของท่าน 
               พราหมณ์จำแหวนได้แต่ยังกล่าวว่า คุณเป็นพราหมณ์ตามโอกาสที่เลือกเรียน แต่จะรู้พราหมณธรรมแล้วหรือ
               เมื่อจะถามพราหมณธรรม จึงกล่าวว่า
                         ดูก่อนท่านผู้เจริญ บุคคลเป็นพราหมณ์ได้อย่างไร
               เป็นพราหมณ์เต็มที่ได้อย่างไร ความดับรอบ(ดับสนิทหมด ทั้งกิเลสและขันธ์  ๕)จะมีได้อย่างไร
               เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม บัณฑิตเรียกว่าอะไร


               อุททาลกะ เมื่อบอกแก่ท่านปุโรหิต จึงกล่าวว่า
                         บุคคลเป็นพราหมณ์ ต้องบูชาไฟเป็นนิตย์ ต้องรดน้ำ
               เมื่อบูชายัญต้องยกเสาเจว็ด ผู้กระทำอย่างนี้ จึงเป็นพราหมณ์ผู้เกษม
               ด้วยเหตุนั้น ชนทั้งหลายจึงพากันสรรเสริญว่า เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม
 


              
               ปุโรหิตได้ฟังดังนั้นแล้ว เมื่อจะติเตียนพราหมณ์ จึงกล่าวว่า 
               ความหมดจดไม่ได้มีด้วยการบำเรอไฟ ด้วยการรดน้ำ หรือด้วยฆ่าสัตว์บูชายัญ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ จะเป็นพราหมณ์ผู้บริบูรณ์สิ้นเชิง ก็ไม่ใช่ ความอดทนคือความอดกลั้นจะไม่มี ความสงบเสงี่ยมคือศีล จะไม่มี และจะชื่อว่าเป็นผู้ดับโดยรอบเพราะความดับเสียรอบด้านซึ่งกิเลส ก็จะไม่มี

               ลำดับนั้น อุททาลกะ เมื่อจะถามว่า ถ้าว่าไม่เป็นพราหมณ์ด้วยอย่างนี้แล้ว ก็จะเป็นได้อย่างไรกัน
               จึงกล่าวว่า
                         ดูก่อนท่านผู้เจริญ บุคคลจะเป็นพราหมณ์ได้อย่างไร
               และจะเป็นพราหมณ์เต็มที่ได้อย่างไร ความดับรอบ(ดับสนิทหมด ทั้งกิเลสและขันธ์  ๕) จะมีได้อย่างไร
               ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม บัณฑิตเรียกว่าอย่างไร


               ฝ่ายปุโรหิต เมื่อจะกล่าวแก่เขาก็กล่าวคาถาต่อไปว่า
                         บุคคลผู้ไม่มีไร่นา ไม่มีพวกพ้อง ก็ไม่ถือเอาว่า เป็นของเรา
               ไม่มีความหวัง ไม่มีบาปคือความโลภ สิ้นความโลภในภพแล้ว
               ผู้กระทำอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ผู้เกษม เพราะเหตุนั้น
               ชนทั้งหลายจึงได้พากันสรรเสริญว่า ผู้ตั้งอยู่ในธรรม
 


               เว้นขาดแล้วจากการปกครองพวกพ้องทางญาติ พวกพ้องทางมิตร พวกพ้องทางสหาย และพวกพ้องทางศิลปะ ชื่อว่า ผู้ไม่มีพวกพ้อง
               ผู้เว้นแล้วจากการถือว่า เป็นของเรา ด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิในสัตว์และสังขารทั้งหลาย ชื่อว่า ผู้ไม่ถือว่าเป็นของเรา
               ผู้เว้นแล้วจากความหวังในลาภ ในทรัพย์ ในบุตร และในชีวิต ชื่อว่าผู้หมดความหวัง
               เว้นแล้วจากความโลภอันเป็นบาป ได้แก่ความโลภในฐานะอันไม่สม่ำเสมอ ชื่อว่าผู้หมดบาปคือความโลภ
               สิ้นความยินดีในภพแล้ว ชื่อว่า ผู้สิ้นความโลภในภพแล้ว 

               ลำดับนั้น อุททาลกะกล่าวว่า

               กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คนจัณฑาล คนเทขยะทั้งปวง
เป็นผู้สงบเสงี่ยม ฝึกฝนตนแล้ว ย่อมดับรอบได้ทั้งหมด
เมื่อคนทุกๆ คนเป็นผู้เย็นแล้ว ยังจะมีคนดีคนเลวอีก หรือไม่


               ลำดับนั้น ปุโรหิตเพื่อจะชี้แจงว่า ตั้งแต่บรรลุพระอรหัตไป ขึ้นชื่อว่า ความต่ำความสูงย่อมไม่มีแก่เขา พราหมณ์กล่าวต่อไปอีกว่า
               กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คนจัณฑาล คนเทขยะทั้งปวง
เป็นผู้สงบเสงี่ยม ฝึกฝนตนแล้ว ย่อมดับรอบได้ทั้งหมด
เมื่อคนทุกๆคน เป็นผู้เย็นแล้ว ย่อมไม่มีคนดีคนเลวเลย


               ลำดับนั้น เมื่ออุททาลกะจะติเตียนท่านปุโรหิตนั้น จึงกล่าวว่า
               กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คนจัณฑาล คนเทขยะทั้งปวง
เป็นผู้สงบเสงี่ยม ฝึกฝนตนแล้ว ย่อมดับรอบได้ทั้งหมด
เมื่อคนทุกๆ คนเป็นผู้เย็นแล้ว ย่อมไม่มีคนดีคนเลวเลย
               เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านชื่อว่าทำลายความเป็นเชื้อสายแห่ง
ตระกูลโสตถิยะ จะประพฤติเพศพราหมณ์ ที่เขาสรรเสริญกันอยู่ทำไม
 
แม้ว่าความพิเศษของผู้มีคุณเหล่านั้นจะไม่มีเลย และย่อมเป็นวรรณะเดียวกันได้ละก็ เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านก็กำลังทำลายความเป็นผู้อุภโตสุชาตเสีย ได้ชื่อว่ากำลังประพฤติทำลายความเป็นพราหมณ์ลงเสมอกับจัณฑาล ทำลายความเป็นเชื้อสายแห่งสกุลโสตถิยะเสียสิ้น


               ครั้งนั้น ท่านปุโรหิตจะเปรียบเทียบให้เขาเข้าใจ จึงกล่าวว่า                         วิมานที่เขาคลุมด้วยผ้ามีสีต่างๆ กัน
               เงาแห่งผ้าเหล่านั้น ย่อมเป็นสีเดียวกันหมด
               สีที่ย้อมนั้น ย่อมไม่เกิดเป็นสี ฉันใด
               ในมนุษย์ทั้งหลาย ก็ฉันนั้น เมื่อใด มาณพบริสุทธิ์
               เมื่อนั้น มาณพเหล่านั้นเป็นผู้มีวัตรดี
               เพราะรู้ทั่วถึงธรรม ย่อมละชาติของตนได้.


               ที่มุงด้วยผ้าย้อมสีต่างๆ กัน แสงฉายของผ้าเหล่านั้นจะเหลื่อมกันไม่ได้

               สีที่ย้อมต่างๆ กันนั้น ย่อมไม่งามประณีต แสงฉายทั้งหมดย่อมเป็นสีเดียวกันทั้งนั้น 

               แม้ในหมู่มนุษย์ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน พวกพราหมณ์ไม่มีความรู้บางพวกร่วมกันบัญญัติวรรณณะ ๔ ไว้ โดยหาการกระทำไม่ได้เลย เธออย่าถือว่า ข้อนี้มีอยู่เลย
                         กาลใด ท่านผู้บัณฑิตในโลกนี้ผุดผ่องด้วยอริยมรรค
                         กาลนั้น บุรุษบัณฑิตมีวัตรดี คือมีศีล
                         เพราะทราบนิพพานธรรมตามที่ท่านเหล่านั้นบรรลุแล้ว
                         ท่านเหล่านั้นย่อมเปลื้องชาติของตนเสีย
                         เพราะว่า ตั้งแต่บรรลุพระนิพพานไป
                         ขึ้นชื่อว่า ชาติก็หาประโยชน์ไม่ได้เลย
 


               อุททาลกะไม่สามารถจะนำปัญหามาถามอีกได้ ก็นั่งจำนน 
               ทีนั้น ท่านพราหมณ์จึงกราบทูลถึงเขากะพระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราช พวกนี้ทั้งหมดเป็นผู้หลอกลวง จะพากันทำลายชมพูทวีปทั้งสิ้น ด้วยความหลอกลวงเป็นแท้ พระองค์โปรดให้อุททาลกะสึกเสีย ตั้งให้เป็นปุโรหิต ที่เหลือเล่าก็โปรดให้สึกเสีย พระราชทานโล่และอาวุธ โปรดให้เป็นเสนาเสียเถิด 
               พระราชาตรัสว่า ดีละ ท่านอาจารย์ ได้ทรงกระทำอย่างนั้นแล้ว
               อุททาลกะเป็นข้าเฝ้าพระราชาไปตามยถากรรม