kkdee.com, Plateform for Good Content.

หน้าหลัก / นิทาน / ชาดก


นิทานชาดกเรื่อง อิลลีสชาดก:ว่าด้วยคนมีรูปร่างเหมือนกัน

อิลลีสชาดก: ว่าด้วยคนมีรูปร่างเหมือนกัน


  พระบรมศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภเศรษฐีชื่อมัจฉริโกสิยะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้
               ได้ยินว่า ไม่ห่างพระนครราชคฤห์ มีนิคมชื่อว่าสักกะ ในนิคมนั้น มีเศรษฐีผู้หนึ่งชื่อว่ามัจฉริโกสิยะ มีสมบัติ ๘๐ โกฏิอยู่อาศัย ท่านเศรษฐีนั้น แม้เอายอดหญ้าจุ่มน้ำมันให้ทานแก่คนเหล่าอื่นสักหยดเดียวก็ไม่มี ทั้งตนเองก็ไม่ยอมบริโภค ด้วยประการฉะนี้ สมบัติของเขาไม่อำนวยประโยชน์แก่บุตรและภรรยาเป็นต้นทั้งแก่สมณพราหมณ์ ตั้งอยู่อย่างไม่ได้แตะต้องใช้สอย เหมือนสระโบกขรณีที่รากษสคุ้มครอง ฉะนั้น.
               วันหนึ่ง พระบรมศาสดาเสด็จออกจากมหากรุณาสมาบัติ ในเวลาใกล้รุ่ง ทรงตรวจดูหมู่สัตว์ที่เป็นเผ่าพันธ์แห่งผู้พอจะทรงแนะนำให้ตรัสรู้ได้ทั่วโลกธาตุทั้งสิ้น ได้ทอดพระเนตรเห็น อุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผลของท่านเศรษฐีพร้อมด้วยภรรยาอันอยู่ไกลถึง ๔๕ โยชน์
               เมื่อวันก่อนจากวันนั้น ท่านเศรษฐีได้ไปสู่พระราชวังเข้าเฝ้าพระราชา ขณะเดินมา เห็นชาวชนบทผู้หนึ่งหิวหนักกำลังกัดกินขนมเบื้องผสมถั่วกุมมาส เกิดความอยากในขนมนั้น ไปถึงเรือนของตนแล้วดำริว่า ถ้าเราบอกว่าอยากกินขนมเบื้อง คนเป็นอันมากก็จักอยากกินกับเรา เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งของเป็นต้นว่า ข้าวสาร เนยใส น้ำอ้อยของเรา จักต้องสิ้นเปลืองไปเป็นอันมาก เราจักไม่บอกใครๆ แล้วสู้อดกลั้นความอยากไว้ เที่ยวไป ครั้นนานหนักเข้า ท่านชักจะผอมเหลือง ตัวสะพรั่งด้วยเส้นเอ็น ทีนั้นก็ไม่อาจทนอยากอยู่ได้ จึงเข้านอน ซุกบนเตียงน้อย แม้ถึงอย่างนั้นแล้ว ก็ยังไม่ยอมเอ่ยอะไรแก่ใครๆ เพราะกลัวเสียทรัพย์.
               ฝ่ายภรรยาจึงเข้าไปหาท่านลูบหลัง พลางถามว่า ท่านเจ้าขา ท่านไม่สบายหรือ?
               เศรษฐี. ฉันไม่เจ็บ ไม่ไข้ ไม่เป็นอะไร
               ภรรยา. พระราชาทรงกริ้วท่านหรือ?
               เศรษฐี. พระราชาก็ไม่ได้ทรงกริ้วฉัน
               ภรรยา. เมื่อเป็นเช่นนั้นจะมีลูกชายลูกหญิงเป็นต้น หรือบริวารมีทาสและกรรมกรเป็นต้นพากันทำอะไรๆ ที่ไม่พอใจท่านหรือ?
               เศรษฐี. แม้เรื่องอย่างนี้ก็ไม่มีแก่เรา.
               ภรรยา. ท่านคงนึกอยากจะกินอะไรบ้าง กระมัง?
               เศรษฐีพอภรรยาพูดอย่างนี้ ก็ไม่ยอมเอ่ยอะไรๆ นอนนิ่งเงียบทีเดียว เพราะกลัวเสียทรัพย์ ทีนั้นภรรยาจึงกล่าวกะท่านเศรษฐีว่า ท่านเจ้าขาบอกเถิด ท่านนึกอยากกินอะไร? ท่านเศรษฐีทำท่าทีกล้ำกลืนถ้อยคำ แล้วกล่าวว่า จ้ะ ฉันนึกอยากอยู่อย่างหนึ่ง 
               ภรรยา. อะไรเจ้าคะ ที่ท่านนึกอยาก?
               เศรษฐี. ฉันอยากกินขนมเบื้อง
               ภรรยา. เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำไมไม่บอกเล่าคะ ท่านเป็นคนจนหรือเจ้าคะ คราวนี้ ดิฉันจะทอดขนมเบื้องให้พอแจกชาวสักกระนิคมให้ทั่วถึง
               เศรษฐี. เจ้าเอ่ยถึงพวกนั้นทำไม พวกเขาทำงานของตนแล้ว ก็จักทำกินกันเอง 
               ภรรยา. ถ้าเช่นนั้นก็ทอดพอแจกพวกตรอกเดียวกันนะคะ?
               เศรษฐี. ฉันรู้ละว่า เจ้านะมีทรัพย์มาก.
               ภรรยา. ถ้าเช่นนั้น ก็ทอดพอแจกกันระหว่างลูกเมียในเรือนเท่านั้น ก็แล้วกันนะเจ้าคะ?
               เศรษฐี. ท่านไปยุ่งกับพวกนั้นทำไม?
               ภรรยา. ถ้าเช่นนั้นก็ทอดพอรับประทานกันระหว่างท่านกับดิฉัน นะเจ้าคะ?
               เศรษฐี. ท่านจะมาเกี่ยวด้วยทำไม?
               ภรรยา. ถ้าเช่นนั้น ก็ทอดพอท่านรับประทานคนเดียวก็แล้วกัน.
               เศรษฐี. เมื่อทอดที่นี่ คนเป็นอันมากจักพากันมุงดู เจ้าจงขนข้าวสารที่แหลกๆ เว้นข้าวที่เป็นตัวเสีย ทั้งเตาและกระเบื้องทอด ก็ขนไปด้วย ถือเอานมสด เนยใส น้ำผึ้ง น้ำอ้อย อย่างละนิดละหน่อย ขึ้นสู่พื้นโถงบนปราสาทชั้นที่ ๗ แล้วทอดเถิด ฉันคนเดียวเท่านั้น จักนั่งกินที่นั่น.
               ภรรยา รับคำแล้ว ให้คนขนสิ่งของที่ต้องใช้ขึ้นปราสาท ไล่ทาสีลง ให้เชิญท่านเศรษฐีขึ้นไป เศรษฐีปิดประตูชั้นแรกขัดลิ่มสลักทุกแห่ง ขึ้นสู่พื้นปราสาทชั้น ๗ แม้ในชั้นก็ปิดประตูเสียด้วย แล้วนั่งคอย ฝ่ายภรรยาของท่านเศรษฐี จัดแจงก่อไฟใส่เตา ยกกระเบื้องขึ้นตั้ง เริ่มจะทอดขนม
               ลำดับนั้น พระบรมศาสดาตรัสเรียกพระมหาโมคคัลลานะแต่เช้าตรู่ ตรัสว่า
               โมคคัลลานะ เศรษฐีตระหนี่ในสักกระนิคม ไม่ห่างไกลพระนครราชคฤห์ผู้นี้ ดำริว่า เราจักกินขนมเบื้องกลัวคนอื่นๆ จะเห็น ให้ภรรยาทอดขนมเบื้องที่พื้นชั้นบนแห่งปราสาท ๗ ชั้น ท่านจงไปที่นั่น ทรมานเศรษฐี ทำให้หมดพยศ แล้วให้สามีภรรยาทั้งคู่ ขนขนม นมเนย น้ำผึ้ง น้ำอ้อย พามาสู่พระเชตวัน ด้วยกำลังของตนเถิด วันนี้ ตถาคตกับภิกษุ ๕๐๐ จักนั่งคอยในวิหาร จักกระทำภัตตกิจด้วยขนมนั้นแหละ.
               พระเถระเจ้าทูลรับสนองพระดำรัสของพระศาสดาว่า ดีแล้ว พระเจ้าข้า ไปสู่นิคมด้วยกำลังฤทธิ์ ในทันใดนั้นเอง ครองสบงจีวรเรียบร้อย ยืนอยู่ในอากาศ ตรงช่องหน้าต่าง ปานประหนึ่งรูปที่ทำด้วยแก้วมณีมาลอยอยู่ ฉะนั้น เพราะเห็นพระเถระเจ้าเข้าเท่านั้น ท่านมหาเศรษฐีหัวใจสั่น เศรษฐีดำริว่า เพราะกลัวมนุษย์ประเภทนี้นี่แหละ เราถึงต้องมาที่นี่ แต่ท่านผู้นี้ยังมาที่ช่องหน้าต่างจนได้  ท่านยืนอยู่ในอากาศได้อย่างไร ถึงจะเดินไปเดินมา แสดงรอยเท้าในอากาศอันหารอยไม่ได้ ก็จะไม่ได้อะไรเลย 
               พระเถระก็เดินจงกรมไปมาอยู่ ณ ที่นั้นเอง เศรษฐีกล่าวว่า ท่านจงกรมอยู่ก็จะไม่ได้อะไร ถึงจะนั่งขัดสมาธิในอากาศ ก็จะไม่ได้อะไรเลย 
               พระเถระเจ้าคู้บัลลังก์นั่งแล้ว ครั้งนั้น เศรษฐีกล่าวกะพระเถระว่า นั่งแล้ว ก็จะไม่ได้อะไร ถึงจะมายืนอยู่ที่ธรณีหน้าต่าง ก็จะไม่ได้เลย
               พระเถระได้มายืนอยู่ที่ธรณี ครั้งนั้น เศรษฐีพูดกะท่านว่า ถึงยืนที่ธรณีแล้ว ก็จะไม่ได้อะไร ต่อให้บังหวลควัน ก็จะไม่ได้อะไร.
               พระเถระจึงบังหวลควัน ปราสาททั้งนั้นเป็นควันพุ่งไปทั่ว เกิดเป็นดุจเวลาเอาเข็มแทงนัยน์ตาท่านเศรษฐี ท่านเศรษฐีไม่กล้ากล่าวว่า ถึงจะให้ไฟลุก ก็คงจะไม่ได้ เพราะกลัวไฟจะไหม้บ้าน ดำริว่า สมณะรูปนี้เกาะเกี่ยวเหนียวแน่น ไม่ได้คงไม่ยอมไป จึงบอกภรรยาว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เจ้าจงทอดขนมเล็กๆ ชิ้นหนึ่ง ให้สมณะแล้วส่งท่านไปเสียเถิด 
               นางตักแป้งหน่อยเดียวเท่านั้น ใส่ลงในถาดกระเบื้อง เป็นขนมโตเต็มถาดหมด พองหนาปรากฏอยู่ เศรษฐีเห็นขนมนั้นแล้วพูดว่า เจ้าคงใส่แป้งมากเป็นแน่ แล้วเอามุมทัพพีนั่นแหละตักแป้งหน่อยหนึ่งใส่ลงไปเองทีเดียว ขนมกลับใหญ่กว่าอันก่อน ไม่ว่าจะทอดอันใดๆ อันนั้นๆ เป็นต้องใหญ่ๆ ทั้งนั้น เศรษฐีชักเหนื่อย จึงบอกภรรยาว่า นางเอ๋ย เจ้าจงให้ขนมแก่สมณะรูปนี้ไปชิ้นหนึ่งเถิด เมื่อนางหยิบขนมชิ้นหนึ่งออกจากกระเช้าขนมทุกชิ้น ติดเป็นแผ่นเดียวกันไปหมด นางบอกกะเศรษฐีว่า ท่านเจ้าคะ ขนมทั้งหมดติดเป็นแผ่นเดียวกันแล้ว ดิฉันไม่อาจจะแยกได้ ท่านเศรษฐีกล่าวว่า ฉันทำเอง ก็ไม่อาจแยกออกได้ เมื่อท่านเศรษฐีพยายามแยกขนมอยู่นั่นแล เหงื่อไหลโทรมร่างกาย ความอยากก็หายไป 
               ลำดับนั้น ท่านเศรษฐีจึงพูดกับภรรยาว่า นี่แน่ะนางผู้เจริญ เราไม่ต้องการขนมแล้วละ เธอจงถวายแก่ภิกษุนี้ทั้งกระเช้าทีเดียวเถิด นางจึงหิ้วกระเช้าเข้าไปหาพระเถระ แล้วถวายขนมทั้งหมดแด่พระเถระ 
               พระเถระ เมื่อแสดงธรรมแก่คนทั้งสอง ก็กล่าวถึงคุณของพระรัตนะทั้ง ๓ แล้วชี้แจงผลของการให้ทานเป็นต้นว่า ทานที่บุคคลให้แล้วมีผล การบูชามีผล  ครั้นฟังธรรมแล้ว มหาเศรษฐีมีจิตผ่องใสกล่าวว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ นิมนต์นั่งบนบัลลังก์นี้ ฉันขนมเถิดขอรับ
               พระเถระเจ้ากล่าวว่า ท่านมหาเศรษฐี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ตถาคตจะฉันขนม ประทับนั่งในพระวิหารกับภิกษุ ๕๐๐ รูป เมื่อท่านพอใจจงให้ภรรยาถือขนมและนมเป็นต้น เราจะไปสู่สำนักพระศาสดา ท่านเศรษฐีถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ เดี๋ยวนี้ พระศาสดาพระองค์นั้นประทับอยู่ที่ไหนเล่าขอรับ?
               พระเถระเจ้าตอบว่า พระองค์ประทับอยู่ ณ พระมหาวิหารเชตวัน ห่างจากที่นี่ ๔๕ โยชน์ ท่านเศรษฐีกล่าวว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ เราจักไปไกลถึงเพียงนี้ โดยไม่ให้ล่วงเวลาภัตได้อย่างไรเล่าขอรับ?
               พระเถระเจ้ากล่าวว่า ดูก่อนมหาเศรษฐี เมื่อท่านมีความพอใจ เราจะพาท่านไปด้วยกำลังฤทธิ์ หัวบันไดที่ปราสาทของท่าน จะปรากฏ ณ ที่ตั้งของท่านทีเดียว ที่สุดแห่งบันได จะอยู่ในซุ้มประตูพระวิหารเชตวัน เราจะพาท่านไปพระวิหารเชตวัน ด้วยระยะเวลาเพียงแค่ลงจากปราสาทชั้นบน มาสู่ปราสาทชั้นล่าง ท่านเศรษฐีรับคำว่า ดีแล้วขอรับ ท่านผู้เจริญ
               พระเถระเจ้าก็อธิษฐานว่า ศีรษะบันไดจงอยู่ที่เดิม เชิงบันไดจงมีที่ซุ้มประตูวิหารเชตวันเถิด   พระเถระเจ้าพาท่านเศรษฐีกับภรรยา ไปถึงพระวิหารเชตวัน เร็วกว่าเวลาลงจากปราสาทชั้นบนถึงปราสาทชั้นล่าง
               ท่านเศรษฐีและภรรยา แม้ทั้งคู่เข้าเฝ้าพระศาสดา กราบทูลภัตตกาล พระศาสดาเสด็จเข้าสู่โรงฉัน ประทับนั่งเหนือพระบวรพุทธาอาสน์ที่จัดไว้พร้อมกับภิกษุสงฆ์ ท่านเศรษฐีได้ถวายน้ำแด่พระสงฆ์ มีพระพุทธองค์เป็นประมุข ภรรยาของท่านเศรษฐี ก็ใส่ขนมในบาตรของพระตถาคต พระศาสดาทรงรับขนมพอแก่พระประสงค์ของพระองค์ แม้ภิกษุ ๕๐๐ รูปก็รับเช่นนั้นเหมือนกัน ถึงท่านเศรษฐีก็เดินถวายนมสด เนยใส น้ำผึ้ง น้ำอ้อย และน้ำตาลกรวดเป็นต้น พระศาสดากับภิกษุ ๕๐๐ รูปกระทำภัตกิจเสร็จแล้ว ท่านมหาเศรษฐีกับภรรยาเล่า ก็รับประทานขนมพอแก่ความต้องการ ความสิ้นสุดของขนมทั้งหลายไม่ปรากฏเลย แม้ถวายแจกจ่ายแก่พวกภิกษุ แม้แต่บุคคลในวิหารได้กินทั้งหมดแล้ว ขนมนั้นก็ยังไม่หมด 
               ท่านเศรษฐีและภรรยา พากันกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขนมยังไม่หมดเลย พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงเททิ้งเสียที่ซุ้มประตูพระวิหารเชตวันเถิด สองสามีภรรยาก็ขนไปทิ้งในที่เป็นเงื้อม ไม่ห่างซุ้มประตู ที่นั้นจึงปรากฏชื่อว่า "เงื้อมขนมเบื้อง" จนถึงทุกวันนี้ 
               มหาเศรษฐีกับภรรยา พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำอนุโมทนา ในเวลาจบอนุโมทนา เศรษฐีและภรรยาแม้ทั้งสองคน ก็ดำรงในพระโสดาปัตติผล พากันถวายบังคมพระบรมศาสดา ก้าวขึ้นบันไดสถิตในปราสาทของตน ตั้งแต่นั้นมา ท่านมหาเศรษฐีก็บริจาคทรัพย์ ๘๐ โกฏิในพระพุทธศาสนานั้น
               วันรุ่งขึ้น เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จเที่ยวบิณฑบาต ในพระนครสาวัตถี แล้วเสด็จมาสู่พระวิหารเชตวัน ประทานสุคโตวาทแก่พวกภิกษุ 
               ครั้นเวลาเย็น ภิกษุประชุมกันในธรรมสภา นั่งกล่าวถึง คุณกถาของพระเถระเจ้าอยู่ว่า ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย จงดูอานุภาพของพระมหาโมคคัลลานเถรเจ้าเถิด ท่านไม่ได้ทำลายศรัทธา ไม่ได้แตะต้องโภคทรัพย์ ทรมานเศรษฐีผู้ตระหนี่ ครู่เดียวเท่านั้น ก็ทำให้หายพยศได้ ให้ถือขนมชวนมาพระเชตวัน เฝ้าพระศาสดา ให้ดำรงในโสดาปัตติผล พระเถระเจ้ามีอานุภาพมาก
               พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่มัจฉริยเศรษฐีถูกโมคคัลลานะทรมาน แม้ในครั้งก่อน โมคคัลลานะก็เคยทรมานเขา ให้รู้ความสัมพันธ์แห่งกรรม และผลแห่งกรรมมาแล้วเหมือนกัน
               แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ 
               ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี เศรษฐีชื่อ อิลลีสะ มีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ประกอบด้วยคนง่อย ตาเหล่ ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส ตระหนี่ ไม่ให้ทานคนอื่น และไม่บริโภคด้วยตนเอง ได้มีในพระนครพาราณสี เรือนของเศรษฐีนั้นได้เป็นเหมือนสระโบกขรณี ที่ยักษ์น้ำยึดครอง
               แต่มารดาบิดาของท่านเศรษฐีเป็นผู้ให้ทาน เป็นทานบดีมา ๗ ชั่วตระกูล
               ครั้นอิลลีสะนั้นได้ตำแหน่งเศรษฐี ก็ทำลายสกุลวงษ์เสีย เผาโรงทาน เฆี่ยนขับไล่พวกยาจก เก็บแต่ทรัพย์เท่านั้น วันหนึ่ง อิลลีสะนั้นไปเฝ้าพระราชา ขณะเดินมาเรือนของตน เห็นคนบ้านนอกผู้หนึ่ง เหนื่อยจากการเดินทาง ถือขวดเหล้ามาขวดหนึ่ง นั่งบนตั่งน้อย รินเหล้าใส่จอกสำหรับดื่มสุราอยู่ แกล้มด้วยแกงอ่อมใส่ปลาร้า นึกอยากดื่มบ้าง คิดว่า ถ้าเราจักดื่มสุรา ถ้าเราดื่มท่ามกลางคนหมู่มาก คนก็จะอยากดื่มบ้าง เราก็จะสิ้นเปลืองทรัพย์
               เศรษฐีอิลลีสะนั้น อดกลั้นความอยากไว้ ครั้นเวลาผ่านไป ไม่อาจอดกลั้นได้ เลยเป็นคนตัวเหลือง เนื้อตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น เหมือนใบฝ้ายที่แก่แล้ว ครั้นวันหนึ่ง จึงเข้าห้องนอน เข้าไปซุกอยู่ที่เตียงน้อย ภรรยาเข้าไปลูบหลัง พลางถามว่า นายท่านไม่สบายเป็นอะไรหรือ?
               ถ้อยคำทั้งหมดเหมือนกับที่เขาเคยได้กล่าวไว้ในชาติปัจจุบัน
               เมื่อภรรยากล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ดิฉันจะปรุงสุราให้พอแก่ท่านคนเดียวเท่านั้น
               เศรษฐีดำริว่า เมื่อปรุงสุราในเรือน คนจำนวนมากต้องมามุงดู ให้ไปซื้อมาจากร้านตลาด แต่ไม่อาจนั่งดื่มตรงนี้ได้ จึงให้เงินไป ให้ไปซื้อเหล้ามาจากตลาดขวดหนึ่ง ให้บ่าวถือออกไปจากเมือง ถึงฝั่งแม่น้ำ หลบเข้าสู่พุ่มไม้พุ่มหนึ่ง ให้บ่าววางขวดเหล้าไว้แล้ว แล้วไล่ให้บ่าวไปนั่งไกลๆ รินเหล้าใส่จอกเริ่มดื่มสุรา
               ส่วนบิดาของเศรษฐีอิลลีสะนั้นเกิดเป็นท้าวสักกะในเทวโลก เพราะทำบุญทั้งหลายมีให้ทานเป็นต้น ขณะนั้น ท้าวเธอดำริว่า การให้ทานที่เราสร้างไว้ยังมีอยู่หรือ ไม่ เมื่อตรวจดูแล้วเห็นบุตรทำลายสกุล เผาโรงทาน ขับไล่พวกคนจน ตั้งอยู่ในความตระหนี่ กำลังเข้าพุ่มไม้เพื่อดื่มเหล้าเพียงคนเดียว เพราะกลัวว่า จะต้องให้แก่คนอื่นๆ ทรงพระดำริว่า เราต้องไปสอนอิลลีนั้น ให้รู้ความสัมพันธ์แห่งกรรมและผลแห่งกรรม แล้วให้บำเพ็ญทาน ทำให้เขาเหมาะสมที่จะเกิดในเทวโลก ดังนี้แล้วเสด็จลงมาสู่ถิ่นมนุษย์ ทรงเนรมิตอัตภาพเป็นคนง่อย และตาเหล่ เช่นเดียวกับเศรษฐีอิลลีสะ เข้าไปสู่พระนครพาราณสี หยุด ณ ประตูพระราชนิเวศน์ ให้คนแจ้งที่ตนมา เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตว่า จงเข้ามาเถิด จึงเข้าไปถวายบังคมพระราชา แล้วยืนอยู่.
               พระราชามีพระดำรัสถามว่า ดูก่อนท่านมหาเศรษฐี เหตุไฉน ท่านจึงมาผิดเวลาเล่า กราบทูลว่า ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้า ข้าพระพุทธเจ้ามาโดยประสงค์ว่า ในเรือนของข้าพระพุทธเจ้ามีทรัพย์อยู่ประมาณ ๘๐ โกฏิ ขอพระองค์ได้โปรดให้ขนมาเข้าท้องพระคลังของพระองค์เถิด.
               พระราชารับสั่งว่า อย่าเลย ท่านมหาเศรษฐี ทรัพย์ในวังของเรา มีมากกว่าทรัพย์ของท่าน เขากราบทูลว่า ขอเดชะ ถ้าพระองค์ไม่ต้องพระประสงค์ ข้าพระองค์จะจ่ายทรัพย์ให้ทานตามความพอใจพระเจ้าข้า พระราชารับสั่งว่า ให้เถิดท่านเศรษฐี เขารับพระบรมราชานุญาตแล้ว ถวายบังคมพระราชา ออกไปสู่เรือนของอิลลีสเศรษฐี พวกมนุษย์ผู้เป็นอุปัฏฐากทุกคน ก็พากันแวดล้อม มีคนหนึ่งสามารถรู้ได้ว่า ท่านผู้นี้มิใช่อิลลีสเศรษฐี
               ครั้นท้าวสักกเทวราชเข้าสู่เรือนแล้ว ยืนที่ประตูด้านใน เรียกนายประตูมาสั่งว่า ผู้อื่นคนใดมีรูปคล้ายเรา จะเข้ามาแล้วกล่าวว่า นี่เรือนของเรา พวกเจ้าพึงเฆี่ยนหลังคนนั้น แล้วไล่ไปเสีย แล้วขึ้นสู่ปราสาทนั่งเหนืออาสนะอันโออ่า ให้เชิญภรรยาท่านเศรษฐีมาหา แสดงอาการอย่างท่านเศรษฐี  แล้วกล่าวว่า นางเราให้ทานกันเถิด
               ภรรยา บุตร ธิดา และทาสกรรมกรได้ยินถ้อยคำของท้าวเธอแล้ว พากันกล่าวว่า ตลอดเวลาจนป่านนี้ ความคิดที่จะให้ทานไม่มีเลย แต่วันนี้ดื่มสุราแล้ว เกิดใจดีอยากให้ทานเป็นแน่ ภรรยาท่านเศรษฐีจึงกล่าวว่า ท่านเจ้าคะ เชิญท่านให้ตามพอใจ ท้าวเธอกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น เธอจงเรียกคนตีกลองมา ให้นำกลองไปเที่ยวตีประกาศทั่วพระนครว่า ผู้ที่ต้องการเงินทองแก้วมณีและมุกดาให้พากันไปเรือนของอิลลีสเศรษฐี คนตีกลองได้ประกาศแล้ว มหาชนต่างพากันถือภาชนะ ไปชุมนุมกันที่ประตูเรือน.
               ท้าวสักกะทรงให้เปิดห้องอันเต็มไปด้วยรัตนะ ๗ ประการหลายห้อง กล่าวว่า เราขอให้แก่พวกท่าน พวกท่านจงพากันขนเอาไปจนพอต้องการเถิด มหาชนพากันขนทรัพย์ออกไปกองไว้ที่พื้นโถง บรรจุลงภาชนะที่นำมาจนเต็มแล้วพากันออกไป
               ชาวชนบทคนหนึ่ง เทียมโคคู่ของอิลลีสเศรษฐี ที่รถของท่านนั่นแหละ บรรทุกเต็มไปด้วยรัตนะ ๗ ประการ ออกจากพระนครเดินไปตามทางหลวง ขับรถไปไม่ห่างพุ่มไม้นั้น ขับไปพลาง กล่าวถึงคุณของท่านเศรษฐีไปพลางว่า
               ท่านอิลลีสเศรษฐีจงมีชีวิตอยู่ถึงร้อยปีเถิด คราวนี้ เราไม่ต้องทำการงานเลี้ยงชีพไปจนตลอดชีวิตแล้ว เพราะอาศัยท่าน รถนี่ก็ของท่าน โคคู่ก็เป็นของท่านเหมือนกัน แก้ว ๗ ประการก็ในเรือนของท่าน มารดาเล่าก็ไม่ได้ให้ บิดาก็ไม่ได้ให้ เราได้มาเพราะอาศัยท่านแท้ๆ
               อิลลีสเศรษฐีฟังเสียงนั้นแล้ว เกิดกลัวหวาดผวาฉุกใจคิดว่า คนผู้นี้เอาชื่อของเรามากล่าวอ้างถึงเรื่องนี้ๆ พระราชาพระราชทานทรัพย์ของเราแก่ชาวโลกเสียละ กระมังหนอ? โผล่ออกจากพุ่มไม้ จำโคและรถได้ กล่าวตวาดว่า เฮ้ย ไอ้บ่าวชาติชั่ว โคก็ของกู รถก็ของกู พลางวิ่งไปจับโคที่สายตะพาย คหบดีก็ลงจากรถกล่าวว่า เฮ้ย! ไอ้บ่าวชั่ว ท่านอิลลิสเศรษฐีให้ทานแก่คนทั้งเมือง มึงเป็นอะไรเล่า พลางวิ่งไปหาทุบที่ต้นคอ เหมือนฟ้าฟาด แล้วดึงรถมาขับต่อไป ฝ่ายท่านอิลลีสเศรษฐีลุกขึ้นงันงก ปัดฝุ่นแล้ววิ่งไปยึดรถไว้อีก คหบดีก็ลงจากรถ จิกผมให้ก้มลงถองด้วยศอก จับคอเหวี่ยงไปทางที่มาแล้วก็หลีกไป
               พอโดนเข้าอย่างนี้ ความเมาสุราของท่านเศรษฐีก็หายเป็นปลิดทิ้ง งกๆ เงิ่นๆ เดินไปที่ประตูอย่างรวดเร็ว เห็นมหาชนพากันขนทรัพย์ไปก็ตะโกนว่า พ่อคุณ นี่มันเรื่องอะไรกัน พระราชารับสั่งให้มารุมปล้นทรัพย์ของข้าหรือไง? แล้วไปจับคนนั้นๆ ไว้ คนที่ถูกจับก็ช่วยกันตีเศรษฐีจนล้มลงใกล้เท้า เศรษฐีเจ็บปวดหนัก มุ่งจะเข้าเรือน พวกเฝ้าประตูพากันร้องว่า เฮ้ย ไอ้ตัวร้าย มึงจะเข้าไปไหน? พลางหวดด้วยเรียวไผ่ จับคอโยนออกไป
               เศรษฐีคิดว่า เว้นพระราชาใครอื่นที่จะมาเอาทรัพย์สินไปไม่มีแล้ว จึงไปสู่ราชสำนัก กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์สั่งให้คนปล้นเรือนของข้าพระองค์หรือพระเจ้าข้า? พระราชารับสั่งว่า ท่านเศรษฐี เราไม่ได้ให้ปล้น ท่านนั่นแหละมาหาเราบอกว่า ถ้าพระองค์ไม่ทรงรับไว้ ข้าพระองค์จะให้ทรัพย์ของข้าพระองค์เป็นทาน ให้คนเที่ยวตีกลองป่าวร้องในพระนคร แล้วได้ให้ทานไม่ใช่หรือ? เขากราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์ไม่ได้มาสู่สำนักของพระองค์เลย พระองค์ไม่ทรงทราบความที่ข้าพระองค์เป็นคนตระหนี่หรือพระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่ยอมให้แม้หยดน้ำมันด้วยปลายหญ้าแก่ใครๆ ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ขอได้ทรงพระกรุณาโปรดเรียกคนที่ให้ทานนั้นมา ทรงพิจารณาเถิด พระเจ้าข้า.
               พระราชารับสั่งให้เรียกท้าวสักกะมา ความต่างกันของคนทั้งสอง พระราชาก็ไม่ทรงทราบ พวกอำมาตย์ก็ไม่ทราบ ท่านเศรษฐีผู้ตระหนี่กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์ทรงจำไม่ได้หรือ พระเจ้าข้า ข้าพระองค์เป็นเศรษฐีคนนี้ ไม่ใช่เศรษฐีคนนั้น พระราชารับสั่งว่าเราจำไม่ได้ ยังมีใครที่พอจะจำท่านได้บ้างเล่า? กราบทูลว่า ภรรยาของข้าพระองค์ซิพระเจ้าข้า มีพระกระแสรับสั่งให้ภรรยาเข้าเฝ้า แล้วตรัสถามว่า สามีของเธอคนไหน? นางกราบทูลว่า คนนี้พระเจ้าข้า แล้วได้ยืนใกล้ท้าวสักกะนั่นเอง เรียกบุตรธิดาทาสกรรมกรมาถาม ทุกคนพากันยืนในสำนักของท้าวสักกะทั้งนั้น 
               ท่านเศรษฐีกลับคิดได้ว่า ที่ศีรษะของเรามีปุ่มอยู่ ผมปิดไว้มิดชิด มีแต่ช่างกัลบกคนเดียวเท่านั้นที่รู้ปุ่มนั้น ต้องกราบทูลให้เรียกช่างตัดผมมา คิดดังนี้แล้ว จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ช่างตัดผมคงจำข้าพระองค์ได้ โปรดทรงพระกรุณาเรียกเขามาเถิด พระเจ้าข้า 
               ก็ในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้เป็นช่างตัดผมของท่านอิลลีสเศรษฐี พระราชามีพระกระแสรับสั่งให้เรียกท่านมาตรัสถามว่า จำอิลลีสเศรษฐีได้ไหม? ช่างตัดผมกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์ตรวจดูศีรษะแล้วคงจำได้ พระเจ้าข้า ตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงตรวจดูศีรษะของคนทั้งสองเถิด ทันใดนั้น ท้าวสักกะก็บันดาลให้เกิดปุ่มขึ้นที่ศีรษะ
               พระโพธิสัตว์ตรวจดูศีรษะแม้ของคนทั้งสองก็เห็นปุ่มเหมือนกัน จึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ที่ศีรษะของคนทั้งสองต่างมีปุ่มอยู่เหมือนกันในท่านทั้งสองนี้ ข้าพระองค์มิอาจจำได้ถึงความเป็นตัวอิลลีสะสักคนเดียว แล้วกล่าวคาถานี้ความว่า

               คนทั้งสองคนทั้งสองเป็นคนหลังค่อม คนทั้งสองมีนัยน์ตาเหล่ คนทั้งสองมีปุ่มเกิดที่ศีรษะ ข้าพระองค์ชี้ตัวอิลลีสะไม่ได้แล้ว

               
               ท่านเศรษฐีฟังคำของพระโพธิสัตว์แล้วเท่านั้น ตัวสั่นงันงก ไม่อาจตั้งสติไว้ได้ เพราะความโลภในทรัพย์ ล้มลงตรงนั้นเอง ในขณะนั้น ท้าวสักกะกล่าวว่า ดูก่อนมหาราช เราไม่ใช่อิลลีสะ เราเป็นท้าวสักกะ แล้วได้ประทับยืนอยู่ในอากาศด้วยท่าทางอันสง่า พวกอำมาตย์ช่วยลูบหน้าท่านอิลลีสเศรษฐี แล้วราดด้วยน้ำ อิลลีสเศรษฐีรีบลุกขึ้น ยืนไหว้ท้าวสักกะเทวราช ทันใดนั้น ท้าวสักกะกล่าวกะท่านเศรษฐีว่า ดูก่อนอิลลีสะ ทรัพย์นี้เป็นของเรา ไม่ใช่ของท่าน เพราะเราเป็นบิดาของท่าน ท่านเป็นบุตรของเรา เราทำบุญมีให้ทานเป็นต้น ถึงความเป็นท้าวสักกะ แต่เธอตัดวงษ์ของเราขาดสิ้น เป็นผู้ไม่ยอมให้ทาน ตั้งอยู่ในความตระหนี่ เผาโรงทาน ขับไล่พวกคนจน เอาแต่สั่งสมทรัพย์ เก็บไว้เอง และตนเองก็ยังไม่ยอมบริโภค ให้คนอื่นก็ไม่ให้ ทำตนเหมือนยักษ์น้ำหวงสระน้ำ ถ้าเธอกลับสร้างโรงทานให้เป็นปกติแล้วให้ทาน นั่นเป็นความฉลาด หากไม่ให้ทาน เราจักทำทรัพย์ของเธอให้อันตรธานไปจนหมด แล้วจะตีศีรษะนี้ ให้สิ้นชีวิต.
               อิลลีสเศรษฐีถูกคุกคามด้วยมหาภัย ได้ให้ปฏิญญาว่า ตั้งแต่ตอนนี้ ข้าพเจ้าจะให้ทาน ท้าวสักกะรับปฏิญญาณของท่านเศรษฐีแล้ว ประทับนั่งในอากาศนั่นแสดงธรรมชักนำให้เศรษฐีดำรงในศีล แล้วเสด็จไปสู่สถานของท้าวเธอ
               แม้อิลลีสเศรษฐีก็กระทำบุญให้ทาน ได้เป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในภายหน้า             


ผู้ที่ให้ทานย่อมนำความสุขมาให้