kkdee.com, Plateform for Good Content.

หน้าหลัก / นิทาน / ชาดก


นิทานชาดกเรื่อง อาสังกชาดก:ว่าด้วยความหวัง

อาสังกชาดก: ว่าด้วยความหวัง


 พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการหลอกลวงของภรรยาเก่า (ของภิกษุนั้น) จึงตรัสเรื่องนี้

แต่ในที่นี้ พระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ได้ทราบว่า เธอจะสึกจริงหรือ?
               ภิ. จริงพระพุทธเจ้าข้า.
               พ. อะไรทำให้เธอสึก?
               ภิ. ภรรยาเก่า พระพุทธเจ้าข้า 
               พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ หญิงนี้ทำความพินาศย่อยยับให้เธอ ไม่เฉพาะในชาตินี้เท่านั้น แม้ในชาติก่อน เธอก็อาศัยหญิงนี้ละทิ้งจตุรงคเสนา เสวยทุกข์ขนาดหนักอยู่ในท้องที่ป่าหิมพานต์ เป็นเวลา ๓ ปี แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้

 

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในสกุลพราหมณ์ ที่บ้านกาสิกะ เติบใหญ่แล้วได้รับการศึกษาที่เมืองตักกศิลา และบวชเป็นฤๅษี มีหัวมันและ ผลไม้ในป่าเป็นอาหาร ให้อภิญญาและสมาบัติเกิดขึ้นแล้วอยู่ในท้องถิ่นป่าหิมพานต์ เวลานั้นสัตวโลกผู้มีบุญตนหนึ่ง จุติจากดาวดึงสพิภพ เกิดเป็นเด็กหญิงที่กลีบบัวกลีบหนึ่งในสระบัว ณ ที่นั้น

 

เมื่อดอกบัวเหลืองเหี่ยวร่วงโรยลงไป ดอกบัวดอกนั้น ยังกลีบพองป่องอยู่ นั่นแหละไม่โรย ท่านดาบสได้มายังสระบัวนั้น เพื่ออาบน้ำ เห็นดอกบัวดอกนั้น คิดว่า เมื่อดอกบัวดอกอื่นๆ ร่วงโรยไปแล้ว แต่ดอกนี้ยัง คงกลีบพองป่องอยู่ จะมีเหตุอะไรหนอ? แล้วผลัดผ้าอาบน้ำลงไป เปิดดูดอกบัวดอกนั้น เห็นเด็กหญิงคนนั้นแล้ว นำมายังบรรณศาลาเลี้ยงดูไว้ เหมือนลูกสาว

 

ต่อมานางอายุได้ ๑๖ ขวบ มีรูปร่างสวยงามเลอโฉมเกินผิวพรรณมนุษย์ แต่ไม่ถึงผิวพรรณเทวดา ครั้งนั้น ท้าวสักกะได้เสด็จมาสู่ที่อุปฐากพระโพธิสัตว์ ท้าวเธอทอดพระเนตรเห็นนาง จึงตรัสถามว่า หญิงนี้มาจากไหน ? ทรงสดับเรื่องที่พระดาบสได้นางมาแล้วตรัสถามว่า หญิงนี้ควรจะได้อะไร ?

 

ท่านดาบส ทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตรพระราชสมภารเจ้า ควรจะได้เนรมิตปราสาท แก้วผลึกเพื่อเป็นที่อยู่ และการจัดแจงที่นอนทิพย์ เครื่องประดับประดา วัตถาภรณ์ และโภชนะอันเป็นทิพย์ให้

 

ท้าวสักกะทรงสดับคำนั้นแล้ว ตรัสว่า ดีแล้วพระคุณเจ้า แล้วได้ทรงเนรมิตปราสาทแก้วผลึกให้เป็น ที่อยู่ของนาง เสร็จแล้วทรงเนรมิตที่นอนทิพย์ เครื่องประดับประดา วัตถาภรณ์ และข้าวน้ำอันเป็นทิพย์ให้

 

ปราสาทนั้น เวลานางขึ้น ก็ลดต่ำลงมาสถิตอยู่ที่พื้นดิน แต่เวลานางลงแล้ว ก็เลื่อนขึ้นไปลอยอยู่ บนอากาศ นางทำวัตรปฏิบัติพระโพธิสัตว์อยู่ในปราสาท พรานป่าคนหนึ่ง เห็นนางเข้าจึงเรียนถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ หญิงคนนี้เป็น อะไรของพระคุณเจ้า ได้ทราบว่าเป็นธิดา จึงไปยังเมืองพาราณสี ทูล ในหลวงว่า ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นธิดาของดาบสรูปหนึ่ง มีรูปร่างสวยงาม ในท้องที่ป่าหิมพานต์ พระองค์ทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงสนพระทัย จึงให้พรานป่าเป็นผู้นำทางเสด็จไปยังที่นั้น ด้วยจตุรงคเสนา ทรงตั้งค่ายไว้แล้ว ทรงพาพราน ป่าไป มีหมู่อำมาตย์ห้อมล้อม เสด็จเข้าไปยังอาศรมบท ทรงไหว้พระโพธิสัตว์แล้ว ประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ตรัสว่า ข้าแต่พระคุณ เจ้าผู้เจริญ ขึ้นชื่อว่าหญิง เป็นมลทินของพรหมจรรย์ โยมจะเลี้ยงดู ธิดาของพระคุณเจ้า

 

ส่วนพระโพธิสัตว์ได้ตั้งชื่อให้กุมาริกานั้นว่า อาสังกากุมารี เพราะว่าท่านแคลงใจว่า อะไรหนออยู่ในดอกบัวนั้น แล้วจึงลงน้ำไป เอาขึ้นมา

 

ท่านไม่ทูลพระราชานั้นตรงๆ ว่า มหาบพิตรจงรับเอานางนี้ไป แต่ทูลว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร พระองค์เมื่อทรงทราบชื่อของกุมาริกาคนนี้แล้วจงทรงรับเอาไปเถิด.

 

พระองค์ทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อพระคุณเจ้าบอกโยมก็จะรู้

 

พระโพธิสัตว์ ทูลว่า อาตมาภาพจะไม่ทูลบอกมหาบพิตร ขอให้ มหาบพิตรทรงทราบนามด้วยกำลังพระปัญญาของมหาบพิตรเอง แล้ว ทรงรับเอาไปเถิด

 

พระราชาทรงรับคำท่านแล้ว นับแต่นั้นมา จึงทรงใคร่ครวญ ดูชื่อของนางพร้อมด้วยอำมาตย์ทั้งหลายว่า หญิงนี้ชื่ออะไรหนอ ?

 

พระองค์ทรงกำหนดชื่อไว้หลายชื่อที่รู้กันยาก แล้วตรัสบอกกับ พระโพธิสัตว์ว่า เป็นชื่อนี้ เป็นชื่อโน้น พระโพธิสัตว์ทรง สดับคำนั้นแล้ว ก็ปฏิเสธว่า ไม่ใช่ชื่ออย่างนี้ ลำดับนั้น เมื่อ พระราชาทรงใคร่ครวญดูชื่ออยู่นั่นแหละ เวลาได้ผ่านไป ๑ ปีแล้ว

 

ครั้งนั้น ในป่านั้น สัตว์ร้ายทั้งหลายมีสิงโตเป็นต้น ตระครุบช้าง ม้า และ มนุษย์ทั้งหลายกิน อันตรายจากสัตว์เลื้อยคลานก็มี อันตรายจากเหลือบก็มี คนทั้งหลายลำบากเพราะตายกันไปมาก พระราชาจึงทรงกริ้วแล้วคิดว่า เราจะมีความต้องการด้วยหญิงนี้ทำไม ตรัสบอกพระ โพธิสัตว์แล้วก็เสด็จไป

 

วันนั้นอาสังกากุมาริกา เปิดหน้าต่างแก้วผลึก แล้วได้ยืนแสดงตัวให้เห็น พระราชาทอดพระเนตรเห็นนางแล้วตรัสว่า เราไม่อาจจะรู้จักชื่อของเธอได้ เธอจงอยู่ที่ป่าหิมพานต์ไปนะ พวกฉันไปละ

นางจึงทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์จะเสด็จไปที่ไหนจึงจะได้ผู้หญิงเช่นหม่อมฉัน ขอพระองค์ทรงสดับคำของหม่อมฉัน เถาวัลย์ ชื่ออาสาวดี มีอยู่ที่จิตรลดาวัน ในเทวโลกชั้นดาวดึงส์ น้ำทิพย์เกิดขึ้น ภายในผลของมัน เทพยดาทั้งหลายดื่มน้ำนั้นครั้งเดียว นอนเมาอยู่บนที่นอนทิพย์ถึง ๔ เดือน แต่เถาอาสาวดีนั้น หนึ่งพันปี จึงจะออกผล พวกเทพบุตรที่เป็นนักเลงสุรา คิดว่า พวกเราจะได้ผลจากเถาอาสาวดีนี้ จึงยับยั้งความกระหายในการดื่มน้ำทิพย์ไว้ พากันไปดูเถานั้นเนืองๆ ว่า ยังปลอดภัยอยู่หรือ ? ตลอดพันปี ส่วนพระองค์ปีเดียวเท่านั้นเอง ก็ท้อพระราชหฤทัยเสียแล้ว ธรรมดาความหวังที่มีผล คือความสมหวัง เป็นเหตุให้เกิดความสุข ขอพระองค์อย่าทรงท้อพระราชหฤทัยเลย ดังนี้ แล้วกล่าวว่า:

 

นกยังหวังว่าจะสำเร็จได้เมื่อผลอยู่ห่างไกลถึงเพียงนั้น ความหวังของนกนี้

ยังประสบความสำเร็จได้ ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์ทรงหวังไว้เถิด ความหวังมี

ผลเป็นความสุข 

พระราชาทรงสนพระทัยในถ้อยคำของนาง จึงทรงประชุมอำมาตย์ทั้งหลาย ทรงแสวงหาชื่อของนางโดยทรงตั้งชื่อ ๑๐ ชื่อ ได้ประทับอยู่อีกหนึ่งปี ในชื่อทั้ง ๑๐ นั้นไม่มีชื่อของนาง เมื่อพระราชดำรัสว่า ชื่อนี้ พระโพธิสัตว์ปฏิเสธเหมือนกัน พระราชาจึงทรงม้าเสด็จออกไปอีก ด้วยทรงดำริว่า เราจะมีความต้องการหญิงคนนี้ทำไม ส่วนนางก็ยืนที่หน้าต่างแสดงตัวให้เห็นอีก พระราชาทรงเห็นนางแล้ว ได้ตรัสว่า พวกเราไม่สามารถรู้จักชื่อเธอ เธอจงอยู่ที่ป่าหิมพานต์ไปเถิด พวกฉันจะกลับละ

 

อาสังกากุมารี ข้าแต่มหาราช เหตุไหนพระองค์จึงจะเสด็จไปเสีย?

 

พระราชา ฉันไม่สามารถจะรู้จักชื่อของเธอ

 

นางทูลว่า ข้าแต่มหาราช ทำไมพระองค์จะไม่ทรงรู้จักชื่อ ธรรมดาความหวังที่จะไม่ให้สำเร็จตามประสงค์ไม่มี ขอพระองค์ จงทรงสดับคำของหม่อมฉันก่อน ได้ทราบว่านกยางตัวหนึ่งเกาะอยู่บนยอดเขา แต่ก็ได้รับสิ่งที่ตนปรารถนา เหตุไฉนพระองค์จะไม่ได้รับ ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์จงทรงยับยั้งอยู่เถิดพระเจ้าข้า

มีคนเล่าต่อ กันมาว่า นกยางตัวหนึ่งบินไปคาบเอาเหยื่อที่สระบัวแห่งหนึ่ง แล้วกลับมาซ่อนอยู่บนยอดเขา มันอยู่ที่นั้นนั่นแหละ ตลอดวันนั้น รุ่งขึ้นจึงคิดว่า เราได้เกาะอยู่อย่างสบายบนยอดเขาลูกนี้ ถ้าหากเราจะไม่ต้องเคลื่อนย้ายไปจากที่ตรงนี้ อยู่ที่ตรงนี้เท่านั้น แล้วสามารถคาบเอาเหยื่อ ดื่มน้ำแล้ว อยู่ตลอดวันนี้ คงจะดี

ในวันนั้นนั่นเอง ท้าวสักกเทวราช ทรงทำการรบชนะพวกอสูร ได้ความเป็นใหญ่ในดาวดึงส์พิภพ แล้วทรงดำริว่า มโนรถ คือความปรารถนาของเราได้ถึงที่สุดแล้ว  ใครอื่นที่มีมโนรถยังไม่ถึงที่สุดมีอยู่หรือไม่หนอ ท้าวเธอทรงใคร่ครวญอยู่ ก็ทรงเห็นนกยางตัวนั้น จึงทรงดำริว่า เราจักให้ความปรารถนาของมันสำเร็จ แล้วได้ทรงบันดาลให้แม่น้ำสายหนึ่ง ที่อยู่ไม่ไกลจากที่ที่นกยางนั้นเกาะอยู่ เต็มไปด้วยห้วงน้ำแล้วส่งน้ำไปทางยอดเขา นกยางเกาะอยู่ยอดเขานั้นนั่นแหละ จิกกินปลา ดื่มน้ำแล้วอยู่ ณ ที่นั้นนั่นเอง ตลอดวันนั้น ภายหลังแม้น้ำก็เหือดหายไป

 

ข้าแต่มหาราช นกยางยังได้รับผล เพราะความหวังของตนอย่างนี้ก่อน เหตุไร ? พระองค์จักไม่ทรงได้รับ

ครั้งนั้น พระราชาได้ทรงสดับคำของนางแล้ว ทรงติดพระทัย ในรูป ทรงข้องพระทัยอยู่ในถ้อยคำของนาง ไม่อาจจะเสด็จไปได้ ทรงประชุมอำมาตย์ทั้งหลาย ตั้งชื่อ ๑๐๐ ชื่อ เมื่อพระองค์ทรงแสวงหาชื่อ ๑๐๐ ชื่ออยู่ ก็ล่วงไปอีกปีหนึ่ง ท้าวเธอเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ โดย เวลาล่วงเลยไป ๓ ปี ตรัสถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ นางจะมีชื่อโน้น มีชื่อนี้ ตามอำนาจของชื่อ ๑๐๐ ชื่อ

 

พระโพธิสัตว์ทูลว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร พระองค์ไม่ทรงรู้จักชื่อของนาง

 

ท้าวเธอตรัสว่า พวกกระผมจะลาไปละ ทรงไหว้พระโพธิสัตว์แล้วเสด็จ ออกไป อาสังกากุมาริกา ก็ได้ยืนพิงประตูหน้าต่างแก้วผลึก อีกนั่นแหละ พระราชาทอดพระเนตรเห็นนางแล้ว ตรัสว่า เธอจงอยู่ไปเถิด พวกเราจะไปละ

 

นางทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช เหตุไร ? พระองค์จึง จะเสด็จไปเสียล่ะ

 

พระราชาตรัสว่า เธอให้เราอิ่มเอิบด้วยคำพูดอย่างเดียว แต่ไม่ให้อิ่มเอิบด้วยความยินดีในกาม ๓ ปีได้ผ่านไปแล้ว สำหรับเราผู้ติดใจถ้อยคำที่อ่อนหวานของเจ้า บัดนี้ฉันจะไปละ แล้วได้ตรัสว่า:

 

เจ้ายังให้เราเอิบอิ่มด้วยถ้อยคำ แต่ไม่ยังเราให้เอิบอิ่มไปด้วยการกระทำ

เปรียบเหมือนดอกหงอนไก่ มีแต่สี ไม่มีกลิ่น

บุคคลใด ไม่ให้ ไม่แบ่งปันโภคสมบัติลงได้ ย่อมพูดวาจาที่อ่อนหวาน

แต่ไร้ผลในมิตรทั้งหลาย ความสนิทสนมกับบุคคลนั้น ย่อมไม่ยืดยาว 

บุคคลทำสิ่งใด พึงพูดถึงสิ่งนั้น ไม่พึงทำสิ่งใด ไม่พึงกล่าวถึงสิ่งนั้น

บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมติเตียนคนดีแต่พูดแต่ไม่ทำ

เมื่อเราจะอยู่ในที่นี้อีกต่อไป พลนิกายของเราก็ร่อยหรอลงไป ทั้งเสบียง

อาหารก็จะไม่มี เรารังเกียจถึงชีวิตของตนเองจะไม่ยั่งยืน มิฉะนั้น เราขอลาไปเดี๋ยวนี้.

 

อาสังกากุมาริกา ได้ฟังพระราชดำรัสแล้ว เมื่อจะทูลปราศรัยกับพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงทรงทราบชื่อของหม่อมฉันเถิด ชื่อของหม่อมฉัน พระองค์ตรัสอยู่แล้วนั่นแหละ ขอพระองค์ จงทรงบอกชื่อนี้แก่บิดาของหม่อมฉัน แล้วรับเอาหม่อมฉันไปเถิด ดังนี้ แล้ว ได้ทูลว่า:

 

พระราชาตรัสคำใดกะหม่อมฉัน คำว่า อาสงกานั้นนั่นแหละ เป็นชื่อของหม่อมฉัน.

 

พระราชา ครั้นทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงได้เสด็จไปยังสำนักของท่านดาบสทรงไหว้แล้ว ตรัสว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ธิดาของพระคุณเจ้าชื่อว่า อาสงกา

 

พระมหาสัตว์ ครั้นได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงทูลว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ถึงเวลาที่มหาบพิตร ทรงรู้จักชื่อแล้ว ขอมหาบพิตรจงทรงรับนางไปเถิด

 

พระองค์ทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงไหว้พระมหาสัตว์เสด็จมายังวิมานแก้วผลึก ตรัสว่า น้องนางเอ๋ย วันนี้บิดาได้ให้น้องแก่พี่แล้ว มาเถิด เราจะไปกันเดี๋ยวนี้

 

นางได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงทูลว่า ข้าแต่มหาราชจงทรงรอก่อน หม่อมฉัน ขอบอกบิดาก่อน แล้วลงจากปราสาท ไหว้พระโพธิสัตว์ ร่ำไห้ขอขมาโทษ แล้วได้ไปยังราชสำนัก พระราชาทรงพานางเสด็จไปนครพาราณสี ประทับอยู่ครองกันด้วยความรัก ทรงจำเริญด้วยพระราชโอรสและพระราชธิดา พระโพธิสัตว์ไม่เสื่อมจากฌาน คือมรณภาพแล้วเกิดในพรหมโลก

 

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะ ในเวลาจบสัจธรรม ภิกษุผู้กระสันจะสึก ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล แล้วทรงประชุมชาดกไว้ว่า นางอาสังกากุมาริกาในครั้งนั้น ได้แก่ ภรรยาเก่าในปัจจุบันนี้ พระราชาได้แก่ภิกษุผู้กระสันจะสึก ส่วน ดาบส ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล.