kkdee.com, Plateform for Good Content.

หน้าหลัก / นิทาน / ชาดก


นิทานชาดกเรื่อง อัพภันตรชาดก:ว่าด้วยผลไม้ทิพย์

อัพภันตรชาดก: ว่าด้วยผลไม้ทิพย์


ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในเมืองพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ในหมู่บ้านแคว้นกาสี พอเจริญวัยแล้วก็ไปเรียนสรรพศิลปศาสตร์ในเมืองตักกศิลา แล้วดำรงฆราวาสอยู่ ต่อมาบิดามารดาล่วงลับไป จึงบวชเป็นฤๅษีทำอภิญญาและสมาบัติให้เกิดในหิมวันตประเทศ เป็นครูของคณะฤๅษี ต่อเมื่อระยะกาลอันยาวนานล่วงไป เพื่อต้องการจะเสพรสเค็มและเปรี้ยว จึงลงจากเชิงเขาเที่ยวจาริกไปจนถึงเมืองพาราณสี จึงได้อาศัยอยู่ในพระราชอุทยาน ครั้งนั้น ภพของท้าวสักกะเทวราชก็สะท้านหวั่นไหวด้วยเดชแห่งศีลของคณะฤๅษีนั้น ท้าวสักกะทรงรำพึงอยู่ก็ได้ทรงทราบเหตุนั้น จึงทรงดำริว่า เราจักทำให้ดาบสเหล่านี้อยู่ในอุทยานไม่ได้ เมื่อดาบสเหล่านั้นถูกทำลายที่อยู่เช่นนั้น ก็จะวุ่นวายเที่ยวหาที่อยู่ไป ก็จักไม่ได้เอกัคคตาจิต เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จะไม่มีผู้ใดได้เป็นท้าวสักกะเทวราชแทนเรา ความผาสุกจักมีแก่เรา แล้วทรงพิจารณาว่า จะมีอุบายอย่างไรหนอ

 

ก็ได้ทรงเห็นอุบายว่า ในเวลาติดต่อกับมัชฌิมยามเราจักเข้าไปห้องสิริไสยาสน์ของพระอัครมเหสีของพระราชา ยืนในอากาศบอกแก่พระนาง ดูก่อนพระนางผู้เจริญ ถ้าพระองค์จะได้เสวยมะม่วงสุก อันมีชื่อว่าอัพภันตระ จักได้พระโอรส และพระโอรสนั้นจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระราชาได้ทรงสดับถ้อยคำของพระเทวีแล้ว จักส่งคนไปพระราชอุทยานเพื่อต้องการให้ได้เอามะม่วงสุกมาเมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็จักทำให้มะม่วงอันตรธานหายไป ราชบุรุษจักกลับมากราบทูลพระราชาว่า มะม่วงในพระราชอุทยานไม่มี เมื่อพระราชาตรัสถามว่า ใครกินหมด พวกราชบุรุษจักกราบทูลว่า พวกดาบสกินหมด ครั้นพระราชาทรงสดับดังนั้น จักรับสั่งให้โบยตีพวกดาบสแล้วขับไล่ออกไป แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น ดาบสเหล่านั้นจักเป็นอันถูกเรารบกวนให้วุ่นวาย

 

ในกาลติดต่อกับมัชฌิมยาม ท้าวสักกะนั้นจึงเสด็จเข้าไปยังห้องสิริไสยาสน์ประทับยืนอยู่ในอากาศ แสดงตนให้รู้ว่าเป็นท้าวเทวราช เมื่อจะทรงปราศรัยกับพระอัครมเหสีของพระราชานั้น ตามที่ได้ทรงดำริไว้  ได้ตรัสคาถา ๒ คาถาแรกว่า :

 

[๔๔๒] ผลของต้นไม้ชื่ออัพภันตระ เป็นผลไม้ทิพย์ นางนารีที่แพ้ท้อง บริโภคแล้ว จะประสูติพระราชโอรสเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ

 

[๔๔๓] ดูกรนางผู้เจริญ แม้ท่านก็เป็นพระมเหสีผู้เลอโฉม และเป็นที่รักของพระราชสวามี พระราชาจักทรงนำเอาผลไม้ชื่ออัพภันตระนี้มาให้แก่ท่าน

 

วันรุ่งขึ้น พระนางแสดงอาการว่า ทรงประชวร ทรงให้สัญญาแก่นางบำเรอทั้งหลาย แล้วทรงบรรทมอยู่ พระราชาประทับนั่งบนสีหาสน์ ภายใต้เศวตรฉัตรที่ยกขึ้น ทอดพระเนตรดูเหล่านางนักสนมทั้งหลาย ไม่เห็นพระเทวี จึงตรัสถาม นางข้าบาทบริจาริกาทั้งหลายว่า พระเทวีไปไหน ?

 

นางข้าทาบบริจาริกาทั้งหลายกราบทูลว่าพระนางทรงพระประชวร พระเจ้าข้า

 

พระราชาจึงเสด็จไปยังสำนักของพระเทวี ประทับนั่งบนข้างพระที่บรรทมแล้ว ทรงลูบพระปฤษฎางค์ตรัสถามว่า น้องนางผู้เจริญ เธอไม่มีผาสุกสำราญอะไรหรือ ?

 

พระเทวีทูลว่า ข้าแต่มหาราช ชื่อว่าความไม่ผาสุกสำราญอย่างอื่นไม่มี แต่กระหม่อมฉันเกิดการแพ้พระครรภ์ พระเจ้าข้า

 

พระราชาตรัสถามว่าน้องนางผู้เจริญ เธอต้องการอะไร ?

 

พระเทวีทูลว่า กระหม่อมฉันต้องการผลมะม่วงชื่ออัพภันตระพระเจ้าข้า

 

พระราชาตรัสถามว่า เทวีมะม่วงชื่ออัพภันตระมีอยู่ที่ไหน ?

 

พระเทวีทูลว่าขอเดชะ กระหม่อมฉันจะรู้จักมะม่วงชื่ออัพภันตระก็หามิได้ เป็นแต่ว่า เมื่อกระหม่อมฉันได้ผลของต้นมะม่วงชื่อว่าอัพภันตระนั้น ก็จะมีชีวิตอยู่ เมื่อไม่ได้ คงจะไม่มีชีวิตพระเจ้าข้า

 

พระราชาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น เราจักให้นำมา เธออย่าเสียใจไปเลย

 

พระราชาครั้นทรงปลอบโยนพระเทวีให้เบาพระทัยแล้ว จึงเสด็จลุกขึ้นไปประทับนั่งบนราชบัลลังก์ รับสั่งให้เรียกอำมาตย์ทั้งหลายมาแล้วตรัสถามว่า พระเทวีเกิดการแพ้พระครรภ์อยากจะเสวยมะม่วงชื่อว่าอัพภันตระ ควรจะทำอย่างไร ?

 

อำมาตย์ทั้งกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ มะม่วงที่ตั้งอยู่ระหว่างกลางมะม่วง ๒ ต้น ชื่อมะม่วงอัพภันตระ พวกข้าพระพุทธเจ้าจักส่งคนไปยังพระราชอุทยาน ให้นำผลจากมะม่วงที่ตั้งอยู่ในระหว่างต้นมะม่วงทั้งสองต้นมาให้ประทานแก่พระเทวี

 

พระราชาตรัสว่า ดีแล้ว พวกท่านจงนำเอาผลมะม่วงเห็นปานนั้นมา แล้วทรงส่งราชบุรุษไปยังพระราชอุทยาน ท้าวสักกะทรงบันดาลให้ผลมะม่วงทั้งหลายในพระราชอุทยานอันตรธานไปด้วยอานุภาพของพระองค์ ราชบุรุษทั้งหลายเทียวไปตลอดพระราชอุทยานทั้งสิ้น ก็ไม่ได้มะม่วงแม้สักผลเดียว จึงกลับมากราบทูลพระราชา ถึงความที่ผลมะม่วงไม่มีในพระราชอุทยาน

พระราชาตรัสถามว่า ใครกินมะม่วงหมด ?

 

พวกราชบุรุษกราบทูลว่า พวกดาบสพระเจ้าข้า

 

พระราชาตรัสว่า พวกท่านจงโบยตีดาบสทั้งหลายนำออกไปจากพระราชอุทยาน

 

พวกราชบุรุษรับพระบัญชาแล้วพากันนำพระดาบสทั้งหลายออกไปจากพระราชอุทยาน เป็นอันว่า มโนรถของท้าวสักกะบรรลุถึงที่สุดสมประสงค์ พระเทวีก็ยังทรงบรรทมอยู่นั้นแหละโดยผูกพระทัยเพื่อจะเสวยผลมะม่วงให้ได้ เมื่อพระราชาไม่ทรงเห็นลู่ทางที่จะพึงกระทำ จึงสั่งให้อำมาตย์และพราหมณ์ทั้งหลายประชุมกันแล้วตรัสถามว่า ท่านทั้งหลายยังจะทราบว่ามะม่วงอัพภันตระมีอยู่หรือ ?

 

พราหมณ์ทั้งหลายกราบทูลว่า ขอเดชะ ชื่อว่ามะม่วงอัพภันตระเป็นเครื่องบริโภคของเทวดาทั้งหลาย มีอยู่ภายในถ้ำทองในป่าหิมพานต์ พวกข้าพระพุทธเจ้าได้ยินสืบๆ กันมาดังนี้

 

พระราชาตรัสถามว่า ก็ใครเล่าจักสามารถนำเอามะม่วงจากป่าหิมพานต์นั้นมาได้ ?

 

พวกพราหมณ์กราบทูลว่า ผู้ที่เป็นมนุษย์ไม่สามารถจะไปในที่นั้นได้ควรจะส่งสุวโปดกลูกนกแขกเต้าตัวหนึ่งไป

 

ก็สมัยนั้น ในราชสกุลมีลูกนกแขกเต้าตัวหนึ่ง ตัวใหญ่ประมาณเท่าดุมล้อแห่งยานของพวกเด็กๆ สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรงมีปัญญา ฉลาดในอุบาย พระราชาจึงให้นำสุวโปดกนั้นมาแล้วตรัสว่า ดูก่อนพ่อสุวโปดก เรามีอุปการะเป็นอันมากแก่เจ้า เจ้าได้อยู่ในทรงทอง กินข้าวตอกคลุกน้ำผึ้งในจานทอง ดื่มน้ำเจือน้ำตาลกรวด แม้เจ้าก็ควรจะช่วยเหลือทำกิจอันหนึ่งของเรา

 

สุวโปดาถามว่า ข้าแต่สมมติเทพ กิจอะไร พระเจ้าข้า ?

 

พระราชาตรัสว่า ดูก่อนพ่อ พระเทวีเกิดแพ้พระครรภ์ อยากจะเสวยมะม่วงอัพภันตระ ก็มะม่วงนั้นมีอยู่ในระหว่างกาญจนบรรพต ในป่าหิมพานต์ เป็นเครื่องบริโภคของเทวดาทั้งหลาย ผู้เป็นมนุษย์ไม่อาจไปในที่นั้น ท่านควรนำผลมะม่วงจากป่าหิมพานต์นั้นมา

 สุวโปดกกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ได้พระเจ้าข้า ข้าพระองค์จักนำมาถวาย

 ลำดับนั้น พระราชาจึงให้สุวโปดกนั้นกินข้าวตอกเคล้าน้ำผึ้งในจานทองให้ดื่มน้ำเจือน้ำตาลกรวด ทาระหว่างปีกของสุวโปดกนั้นด้วยน้ำมันอันสุกได้ร้อยครั้ง แล้วอุ้มเสด็จไปประทับยืนที่สีหบัญชรแล้วปล่อยไปในอากาศ ฝ่ายสุวโปดกนั้นแสดงการเคารพต่อพระราชาแล้วบินไปในอากาศ ล่วงเลยถิ่นมนุษย์ไปถึงสำนักของนกแขกเต้าทั้งหลายผู้อยู่ในระหว่างภูเขาที่หนึ่ง ในหิมวันตประเทศ แล้วถามว่า มะม่วงชื่ออัพภันตระมีอยู่ที่ไหน ท่านทั้งหลายจงบอกสถานที่นั้นแก่ข้าพเจ้า

พวกนกแขกเต้ากล่าวว่า พวกเราไม่รู้จัก พวกนกแขกเต้าในระหว่างภูเขาที่สองคงจักรู้

สุวโปดกนั้นได้ฟังดังนั้น จึงบินจากนั้นไปถึงระหว่างเขาที่สอง ที่สาม ที่สี่ ที่ห้า ที่หก ก็ถามเหมือนอย่างนั้น นกแขกเต้าทั้งหลายในระหว่างภูเขาที่หกก็กล่าวกะสุวโปดกนั้นว่า พวกเราไม่รู้

สุวโปดกจึงบินจากนั้นไปถามพวกนกแขกเต้าในระหว่างภูเขาที่ ๗ แล้วถามว่า มะม่วงชื่ออัพภัตระมีอยู่ที่ไหน ?

นกแขกเต้าเหล่านั้นกล่าวว่า มีอยู่ในระหว่างกาญจนบรรพต

สุวโปดกกล่าวว่า ข้าพเจ้ามาเพื่อต้องการผลของมะม่วงอัพภันตระนั้น ท่านทั้งหลายโปรดนำข้าพเจ้าไปที่นั้นแล้วจงให้ผลจากมะม่วงชื่อว่าอัพภันตระนั้นแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

 

หมู่นกแขกเต้ากล่าวว่า สหาย มะม่วงอัพภันตระนั้น เป็นเครื่องบริโภคของท้าวเวสวัณมหาราช ใครๆ ไม่อาจเข้าไปใกล้ ต้นไม้ทั้งสิ้นล้อมด้วยตาข่ายเหล็ก ๗ ชั้น ตั้งแต่ราก มีกุมภัณฑ์และรากษสจำนวนพันรักษาอยู่ ผู้ที่หมู่กุมภัณฑ์และรากษสเหล่านั้นจับแล้ว จะไม่มีชีวิตรอด สถานที่นั้นเหมือนอเวจีมหานรก ประดุจไฟลุกอยู่ตลอดกัป ท่านอย่าได้ไปในที่นั้นเลย

 

สุวโปดกกล่าวว่า ถ้าท่านทั้งหลายไม่ไป ขอจงบอกที่นั้นแก่ข้าพเจ้า

นกแขกเต้าทั้งหลายกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงไปทางโน้นๆ สุวโปดกนั้นทรงจำหนทางได้แม่นยำ ตามที่นกแขกเต้าเหล่านั้นบอก จึงบินไปยังที่นั้น ไม่แสดงตนในตอนกลางวัน ในระหว่างมัชฌิมยาม ในเวลาที่พวกรากษสนอนหลับ จึงเข้าไปใกล้ต้นมะม่วงอัพอันตระเริ่มค่อยๆ ปีนขึ้นทางระหว่างโคนต้นหนึ่ง ทันใดนั้นตาข่ายเหล็กก็กระทบกันเสียงดังกริ๊กๆ พวกรากษสเหล่านั้นตื่นขึ้นแลเห็นสุวโปดกอยู่ข้างใน จึงจับเอาไว้โดยหาว่าเป็นโจรลักมะม่วง แล้วจัดแจงจะลงทัณฑ์

รากษสตนหนึ่งกล่าวว่า เราจะใส่ปากกลืนกินมัน รากษสอีกตนหนึ่งกล่าวว่า เราจะขยี้ด้วยมือสอง ทำมันให้แหลกกระจาย รากษสอีกตนหนึ่งกล่าวว่า เราจะผ่าให้เป็นสองซีกปิ้งที่ถ่านไฟแล้วกินเสีย

สุวโปดกนั้น แม้จะได้ยินการจัดแจงลงทัณฑ์ ของรากษสเหล่านั้นก็มิได้หวาดเสียวเลย เรียกพวกรากษสเหล่านั้นมาแล้วกล่าวว่า ท่านรากษสผู้เจริญ พวกท่านเป็นราชบุรุษของใคร พวกรากษสกล่าวว่า เป็นราชบุรุษของท้าวเวสวัณมหาราช

 

สุวโปดกกล่าวว่า แม้พวกท่านก็เป็นราชบุรุษของพระราชาองค์หนึ่ง แม้เราก็เป็นราชบุรุษของพระราชาผู้เป็นมนุษย์เหมือนกัน พระเจ้าพาราณสีทรงส่งเรามาเพื่อต้องการผลมะม่วงอัพภันตระ เรานั้นได้สละชีวิตเพื่อพระราชาของเราในเมืองพาราณสีนั้นนั่นแลจึงได้มา ก็บุคคลใดสละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่บิดามารดาและเจ้านายของตน บุคคลนั้นย่อมบังเกิดในเทวโลกเที่ยงแท้ เพราะฉะนั้น แม้เราพ้นจากกำเนิดดิรัจฉานนี้แล้ว จักบังเกิดในเทวโลกเท่านั้น  แล้วกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :

[๔๔๔] บุคคลผู้กล้าหาญ ยอมเสียสละตน กระทำความพากเพียรในประโยชน์ของท่านที่ได้เลี้ยงตนมา ย่อมถึงฐานะอันใด ข้าพเจ้าเป็นผู้จะได้ฐานะอันนั้น

สุวโปดกนั้นแสดงธรรมแก่พวกรากษสเหล่านั้น ด้วยประการอย่างนี้ พวกรากษสเหล่านั้นฟังธรรมของสุวโปดกนั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใสกล่าวว่า สุวโปดกนี้เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม ใคร ๆ ไม่อาจฆ่าให้ตายได้ พวกเราจงปล่อยสุวโปดกนั้นเสียเถิด ว่าแล้วปล่อยสุวโปดกพลางกล่าวว่า ดูก่อนสุวโปดกผู้เจริญ ท่านเป็นผู้พ้นภัยแล้วท่านจงไปจากมือของพวกเราโดยความสวัสดีเถิด

สุวโปดกกล่าวว่าท่านทั้งหลายอย่าได้กระทำการมาของข้าพเจ้าให้เปล่าประโยชน์เลยจงให้ผลมะม่วงแก่ข้าพเจ้าสักผลหนึ่ง

รากษสทั้งหลายกล่าวว่า ดูก่อนสุวโปดก ชื่อว่าการให้ผลมะม่วงบนต้นนี้ ท้าวเวสวัณมานับไว้ๆ เมื่อขาดหายไม่มีแม้แต่ผลเดียว ชีวิตของพวกเราก็จะไม่มี เพราะเมื่อท้าวเวสวัณโกรธแลดูคราวเดียว พวกเราก็จะเป็นเหมือนเมล็ดงาที่ใส่ลงในกระเบื้องอันร้อน กุมภัณฑ์ทั้งพันตนก็จะแตกละเอียดกระจายไป ด้วยเหตุนั้น พวกเราจึงไม่อาจให้แก่ท่าน แต่พวกเราจักบอกสถานที่ที่พอจะหาได้

สุวโปดกกล่าวว่า คนใดคนหนึ่งผู้สามารถจะให้ได้ ท่านทั้งหลายจงบอกสถานที่ที่ได้เถิด รากษสเหล่านั้นจึงบอกว่า ในระหว่างตาข่ายแห่งกาญจนบรรพตนี้ มีดาบชื่อโชติรส ท่านบูชาไฟอยู่ในบรรณศาลาชื่อว่ากาญจนปันตี ท่านเป็นกุลุปะ คือนักบวชประจำตระกูลของท้าวเวสวัณ และท้าวเวสวัณส่งผลมะม่วงไปถวายเป็นประจำวันละ ๔ ผล ท่านจงไปยังสำนักของพระดาบสนั้นเถิด

สุวโปดกรับคำแล้วบินไปยังสำนักของดาบสนั้นไหว้แล้วจับอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ลำดับนั้น ดาบสจึงถามสุวโปดกนั้นว่า เธอมาจากไหน ?

สุวโปดกเรียนว่า มาจากสำนักของพระเจ้าพาราณสี

พระดาบสถามว่า มาเพื่อต้องการอะไร ?

สุวโปดกเรียนว่า พระเทวีของพระราชาแห่งกระผมเกิดความแพ้พรครรภ์ อยากเสวยมะม่วงสุกชื่ออัพภันตระ กระผมจึงได้มาเพื่อต้องการมะม่วงชื่ออันภัพตระนั้น แต่พวกรากษสจะให้มะม่วงสุกชื่อว่าอันภัพตระแก่ผมด้วยตนเองไม่ได้ จึงส่งมายังสำนักของพระคุณเจ้า

 

พระดาบสกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นเธอจงนั่งคอยก่อนจึงจักได้

        ลำดับนั้น ท้าวเวสวัณส่งผลมะม่วง ๔ ผลมาถวายพระดาบสนั้น พระดาบสฉันไป ๒ ผล จาก ๔ ผลนั้นได้ให้สุวโปดกกินผลหนึ่ง เมื่อสุวโปดกนั้นกินมะม่วงผลนั้นแล้ว พระดาบสจึงเอามะม่วงอีกผลหนึ่งใส่สาแหรกคล้องคอสุวโปดก แล้วกล่าวเธอจงไปในบัดเดี๋ยวนี้ แล้วก็ปล่อยสุวโปดกนั้นไป สุวโปดกนั้นได้นำผลมะม่วงนั้นมาถวายพระเทวี พระเทวีเสวยผลมะม่วงนั้นแล้วก็ยังความแพ้พระครรภ์ให้สงบระงับลงได้ พระราชาทรงชื่นชมโสมนัสการได้มะม่วงอัพภันตระนั้นมา แต่พระราชเทวีนั้นมิได้มีพระราชโอรส

 





ที่มา : http://group.wunjun.com/leavesofeden/topic/137051-3325