kkdee.com, Plateform for Good Content.

หน้าหลัก / นิทาน / ชาดก


นิทานชาดกเรื่อง กุสชาดก:พระเจ้ากุสราชลุ่มหลงรูปโฉมของนางประภาวดี

กุสชาดก: พระเจ้ากุสราชลุ่มหลงรูปโฉมของนางประภาวดี


           พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภภิกษุ ผู้ไม่ยินดีในพระธรรมวินัย มีใจคิดจะสึกรูปหนึ่ง
ได้ยินว่า กุลบุตรชาวกรุงสาวัตถีคนหนึ่งได้ถวายชีวิตในพระศาสนา บรรพชาแล้ว. วันหนึ่ง เธอเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี เห็นสตรีนางหนึ่งซึ่งแต่งกายงดงาม 
        พระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุได้ยินว่า เธอคิดจะสึกจริงหรือ
เมื่อภิกษุรูปนั้นกราบทูลตามความเป็นจริงแล้ว
จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธออย่าตกอยู่ในอำนาจแห่งกิเลสเลย. ธรรมดาว่า มาตุคามนี้เป็นข้าศึก (ต่อการประพฤติพรหมจรรย์) เธอจงหักห้ามจิตที่คิดรักใคร่เยื่อใยในมาตุคามนั้นเสีย จงยินดีในพระศาสนาเถิด. จริงอยู่ บัณฑิตครั้งโบราณทั้งหลาย แม้จะเป็นผู้มีเดช ย่อมต้องเสื่อมไปได้ เพราะเป็นผู้มีจิตคิดรักใคร่ในมาตุคาม และเป็นผู้หมดเดช ถึงความพินาศย่อยยับเพราะมาตุคาม. ดังนี้แล้ว ได้ทรงนิ่งเฉยอยู่ ได้รับการอาราธนาจากภิกษุเหล่านั้น จึงทรงนำอดีตนิทานมา ตรัสว่า
          ในอดีตกาล พระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่าพระเจ้าโอกกากราช ทรงครองราชสมบัติโดยธรรม ในราชธานีชื่อกุสาวดีในแว่นแคว้นมัลละ ท้าวเธอมีพระอัครมเหสีทรงพระนามว่า สีลวดี ซึ่งเป็นใหญ่กว่านางสนมจำนวน ๑๖,๐๐๐ นาง พระนางสีลวดีนั้นหามีพระโอรสและพระธิดาไม่ ลำดับนั้น ชาวเมืองและชาวแว่นแคว้นทั้งหลายจึงพากันมาประชุมที่พระทวารพระราชนิเวศน์แล้ว ร้องเรียนแด่พระราชาพระองค์นั้นว่า บ้านเมืองจักพินาศ บ้านเมืองจักฉิบหาย พระราชาทรงให้เปิดสีหบัญชรออก แล้วตรัสถามว่า เมื่อเราครองรัฐอยู่ ขึ้นชื่อว่าการกระทำสิ่งอันไม่เป็นธรรมย่อมไม่มี พวกท่านจะมาร้องเรียนทำไมกัน
พวกประชาชนกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ เป็นความจริง ขึ้นชื่อว่าการกระทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรมมิได้มีเลย ก็แต่ว่าพระโอรสผู้จะสืบวงศ์ของพระองค์ยังไม่มี ชนเหล่าอื่นจักช่วงชิงเอาพระราชสมบัติแล้วทำบ้านเมืองให้พินาศล่มจม เพราะฉะนั้น ขอพระองค์จงทรงปรารถนาพระโอรสผู้สามารถจะปกครองพระราชสมบัติโดยธรรมเถิด พระเจ้าข้า
พระราชาตรัสว่า เราก็ต้องการปรารถนาพระโอรสอยู่ แต่จะทำอย่างไรดี
ประชาชนกราบทูลวิธีการว่า ขอเดชะ ขั้นแรก ขอพระองค์จงทรงปล่อยนางฟ้อนรุ่นเล็กสักนางหนึ่ง กระทำให้เป็นนางฟ้อนโดยธรรมไปสัก ๗ วันก่อน ถ้านางได้บุตรก็เป็นการดี ถ้าไม่ได้ ต่อจากนั้น ขอให้ทรงปล่อย นางฟ้อนชั้นกลาง แต่นั้นขอให้ทรงปล่อยนางฟ้อนชั้นสูง บรรดานางสนมมีประมาณเท่านี้ นางสนมผู้มีบุญคนหนึ่งจักได้พระโอรสเป็นแน่แท้
พระราชาทรงกระทำตามถ้อยคำของชาวเมืองเหล่านั้นทุกอย่าง ทรงอภิรมย์ตามความสุขสบายตลอด ๗ วัน จึงตรัสถามนางสนมที่พากันกลับมาแล้วว่า พวกเธอพอจะให้บุตรได้บ้างไหม ?
 
หญิงทั้งหมดกราบทูลว่า "ขอเดชะ หม่อมฉันทั้งหลายให้ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า
พระราชาทรงเสียพระทัยว่า โอรสจักไม่เกิดแก่เราเป็นแน่ ชาวเมืองทั้งหลายก็พากันร้องเรียนขึ้นเหมือนอย่างนั้นซ้ำอีก"
 
พระราชาตรัสว่า "พวกท่านทั้งหลาย จะพากันมาร้องเรียนเอาอะไรกัน เราได้ปล่อยพวกนางฟ้อนไปตามคำของพวกท่านแล้ว จนถึงเหลือนางคนหนึ่ง ก็ยังไม่ได้บุตร บัดนี้เราจะกระทำการอย่างไรกัน"
 
พวกชาวเมืองกราบทูลว่า ขอเดชะ นางเหล่านั้น จักเป็นผู้ทุศีล ไม่มีบุญ นางเหล่านี้ ไม่มีบุญสำหรับจะได้บุตร เมื่อนางสนมเหล่านี้ไม่ได้บุตร พระองค์ก็อย่าทรงถอยพระอุตสาหะเสียเลย พระนางเจ้าสีลวดีพระอัครมเหสีของพระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยศีล ขอพระองค์ จงทรงปล่อยพระนางไปเสียเถิด พระนางจักได้พระโอรสเป็นแน่แท้
ท้าวเธอทรงรับรองว่า ดีละ ดังนี้แล้วจึงรับสั่งให้คนเที่ยวตีกลองเป่าประกาศว่า ข่าวดี ในวันที่ ๗ แต่วันนี้ไป พระราชาจะทรงนำพระนางเจ้าสีลวดี ให้เป็นนางฟ้อนรำโดยธรรมแล้วปล่อยไป บรรดาผู้ชายทั้งหลายจงมาประชุมกัน ครั้นพอถึงวันที่ ๗ จึงให้ตกแต่งประดับประดาพระนางเจ้าแล้ว ให้ลงจากพระราชนิเวศน์ปล่อยไป ด้วยเดชะแห่งศีลของพระนาง พิภพของท้าวสักกะก็แสดงอาการเร่าร้อนขึ้น ท้าวเธอจึงทรงใคร่ครวญว่า เกิดเหตุอะไรขึ้นหนอ ก็ทรงทราบว่า พระนางเจ้าปรารถนาพระโอรส จึงทรงพระดำริว่า เราควรจะให้พระโอรสแก่พระนางนี้ จึงทรงใคร่ครวญต่อไปว่า พระโอรสที่สมควรแก่พระนางนี้ในเทวโลกมีอยู่หรือไม่หนอ ก็ได้ทรงเห็นพระโพธิสัตว์
ได้ยินว่า พระโพธิสัตว์นั้นสิ้นอายุในภพชั้นดาวดึงส์ในกาลนั้น และเป็นผู้ใคร่จะได้เสด็จไปบังเกิดในเทวโลกเบื้องบนต่อไป ท้าวสักกเทวราช จึงเสด็จไปยังประตูวิมานของพระโพธิสัตว์นั้น ตรัสว่า ดูก่อนท่านผู้เช่นเรา ท่านควรจะไปยังมนุษยโลกแล้วถือปฏิสนธิในครรภ์พระอัครมเหสีของพระเจ้าโอกกากราช เมื่อพระโพธิสัตว์ยอมรับแล้ว จึงตรัสกะเทพบุตรอีกคนหนึ่งว่า ถึงท่านก็จักต้องเป็นโอรสของพระนางนี้
แล้วท้าวสักกะก็ได้แปลงร่างเป็นพราหมณ์แก่ เสด็จไปยังประตูพระราชนิเวศน์ของพระราชา ด้วยทรงพระดำริว่า ก็ใคร ๆ จงอย่าได้ทำลายศีลของพระนางนี้เสียเลย แม้มหาชนอาบน้ำตกแต่งร่างกายแล้ว ก็ไปประชุมที่ประตูพระราชนิเวศน์ด้วยคิดว่า เราจักรับเอาพระเทวี ครั้นเมื่อชนเหล่านั้นเห็นท้าวสักกะจึงได้กระทำการเยาะเย้ยว่า ท่านผู้เฒ่าจะมาทำไม
ท้าวสักกะตรัสว่า ท่านทั้งหลายจะติเตียนเราทำไม ถึงแม้ว่าร่างกายของเราจะแก่เฒ่าก็จริง แต่ความกระชุ่มกระชวยก็ยังไม่หมดสิ้นไป เรามาด้วยคิดว่า ถ้าเราจักได้พระนางสีลวดีก็จะพาพระนางไป
 
ตรัสดังนี้แล้ว จึงได้เสด็จเข้าไปยืนคอยอยู่ข้างหน้าใคร ๆ ทั้งหมดด้วยอานุภาพของตน คนอื่นไม่อาจยืนบังหน้าได้เลย ด้วยเดชแห่งท้าวสักกะนั้น พอพระนางเจ้าประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เสด็จออกจากพระราชนิเวศน์ ท้าวเธอก็คว้าที่พระหัตถ์แล้วก็พาหลีกไป ลำดับนั้น ประชาชนทั้งหลายผู้อยู่ ณ ที่นั้นจึงพากันติเตียนพระนางว่า ดูเอาเถิดท่านผู้เจริญ พราหมณ์แก่พาเอาพระเทวีผู้ทรงไว้ซึ่งพระรูปโฉมอันอุดมถึงเพียงนี้ไป ตาแก่ช่างไม่รู้จักสิ่งที่เหมาะสมแก่ตนเสียเลย แม้พระเทวีก็มิได้ทรงขวยเขินละอายพระทัยว่า พราหมณ์แก่พาเราไป แม้พระราชาประทับยืนใกล้ช่องพระแกล ก็ทรงคอยดูอยู่ว่า ใครหนอจะพาพระเทวีไป ครั้นได้เห็นพราหมณ์แก่นั้น ก็ทรงเสียพระทัย
ท้าวสักกะทรงพาพระนางออกจากประตูพระนคร ทรงเนรมิตเรือนขึ้นหลังหนึ่งใกล้กับประตูเมือง ทำการเปิดบานประตูไว้ และจัดแจงเครื่องลาดที่ทำด้วยไม้ไว้แล้ว ลำดับนั้น พระนางจึงตรัสถามท้าวเธอว่า นี่เรือนของท่านหรือคะ ?
ท้าวเธอจึงตรัสตอบว่า ใช่แล้วน้องนาง แต่กาลก่อนพี่อยู่คนเดียว บัดนี้พี่กับเธออยู่ด้วยกัน ๒ คนแล้ว พี่จักต้องท่องเที่ยวไปหาข้าวสารเป็นต้นมาไว้ เชิญน้องนางนอนพักผ่อนเสียบนเครื่องลาดไม้นี้ก่อนเถิด แล้วทรงเอาพระหัตถ์อันอ่อนนุ่มค่อยลูบคลำพระนาง ทรงบันดาลให้ทิพยสัมผัสแผ่ซ่านไปทั่ว ให้พระนางบรรทมหลับใน ที่นั้น ด้วยความแผ่ซ่านแห่งทิพยสัมผัส พระนางจึงหมดความรู้สึก (หลับไป)
 
ลำดับนั้น ท้าวสักกะจึงทรงอุ้มเอาพระนางไปยังพิภพชั้นดาวดึงส์ ด้วยอานุภาพของตน ให้พระนางทรงบรรทมเหนือทิพยไสยาสน์ ในวิมานอันประดับประดาแล้ว ในวันที่ ๗ พระนางจึงตื่นจากบรรทมแล้ว ทอดพระเนตรเห็นสมบัตินั้น ก็ทรงทราบได้ว่า พราหมณ์คนนั้นคงไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา เห็นทีจักเป็นท้าวสักกะแน่นอน
ในสมัยนั้นท้าวสักกเทวราชทรงมีนางฟ้อนชั้นทิพย์แวดล้อมประทับนั่งที่โคนไม้ปาริฉัตตกะ พระนางทรงเห็นท้าวสักกะนั้นแล้วจึงเสด็จลุกออกจากที่บรรทม เสด็จเข้าไปหาท้าวเธอ ถวายบังคมแล้ว ประทับยืนอยู่ส่วนข้างหนึ่ง ลำดับนั้น ท้าวสักกะจึงตรัสกะพระนางว่า พระเทวีน้องรัก พี่จะให้พรแก่เธอสักอย่างหนึ่ง ขอเธอจงเลือกรับเอาเถิด
พระนางทูลว่า ขอเดชะ ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์จงประทานโอรสแก่หม่อมฉันสักพระองค์หนึ่งเถิด ท้าวสักกะตรัสว่า ดูก่อนพระเทวี จะว่าแต่พระโอรสคนหนึ่งเลย พี่จะให้พระโอรสสัก ๒ พระองค์แก่เธอ แต่ว่าในพระโอรสทั้ง ๒ พระองค์นั้น พระองค์หนึ่ง ทรงมีปัญญาแต่รูปร่างไม่สวยงาม พระองค์หนึ่งรูปร่างสวยงาม แต่หาปัญญามิได้ ในพระโอรสทั้ง ๒ พระองค์นั้น เธอจะปรารถนาต้องการ คนไหนก่อน
พระนางทูลตอบว่า ขอเดชะ หม่อมฉันปรารถนาอยากได้พระโอรสที่มีปัญญาก่อน ท้าวสักกเทวราชนั้นตรัสรับว่า ดีละ ดังนี้แล้ว ทรงประทานสิ่งของ ๕ สิ่งอันได้แก่ หญ้าคา ๑ ผ้าทิพย์ ๑ จันทน์ทิพย์ ๑ ดอกปาริฉัตตก์ทิพย์ ๑ พิณชื่อโกกนท ๑ แก่พระนางแล้ว ทรงพาพระนางเหาะเข้าไปยังห้องบรรทมของพระราชา ให้พระนางบรรทมบนพระยี่ภู่ร่วมพระแท่นที่เดียวกันกับพระราชา ทรงบรรจงลูบพระนาภีของพระนางด้วยพระอังคุฏฐะ (นิ้วหัวแม่มือ) ในขณะนั้น พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนาง แล้วท้าวสักกะ ก็เสด็จไปยังสถานที่อยู่ของพระองค์ตามเดิม
 
พระเทวีทรงทราบว่า พระองค์ทรงตั้งพระครรภ์ เพราะพระนางเป็นบัณฑิต ลำดับนั้น พระราชาทรงตื่นจากพระบรรทมทอดพระเนตรเห็นพระนาง จึงตรัสถามว่า ดูก่อนพระเทวี นี่ใครนะพาเธอมา
พระเทวีทูลว่า ท้าวสักกะเพคะ
พระราชาตรัสว่า ฉันได้เห็นประจักษ์แก่สายตาว่า ตาพราหมณ์แก่คนหนึ่งได้พาเธอไป ทำไมเธอจึงมาหลอกลวงฉัน
พระเทวีทูลว่า ขอพระองค์จงทรงเชื่อเถิด เพคะ ท้าวสักกะพาหม่อมฉันไป ได้พาไปถึงเทวโลก พระราชาตรัสว่า ฉันไม่เชื่อเลย
ลำดับนั้น พระเทวีจึงได้แสดงหญ้าคาที่ท้าวสักกะ ทรงประทานไว้แก่พระราชานั้น ทูลว่า ขอพระองค์ทรงเชื่อเถิด
พระราชาตรัสว่า นั่นเรียกชื่อว่าหญ้าคา ที่ไหน ๆ ใคร ๆ ก็หาเอามาได้ ดังนี้ จึงไม่ทรงเชื่อ
ลำดับนั้น พระนางจึงทรงนำเอาสิ่งของ ๔ สิ่งมีผ้าทิพย์เป็นต้นแสดงแก่ท้าวเธอ พระราชาพอได้ทอดพระเนตรเห็นสิ่งของเหล่านั้นแล้ว จึงยอมเชื่อ แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนพระนางผู้เจริญ เรื่องท้าวสักกะนำพาเธอไป จงพักไว้ก่อน ก็แต่ว่าเธอได้บุตรหรือไม่เล่า
พระเทวีทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า หม่อมฉันได้พระโอรสแล้ว บัดนี้หม่อมฉันกำลังตั้งครรภ์ ท้าวเธอได้ทรงสดับถ้อยคำแล้ว ก็ทรงดีพระทัย จึงทรงพระราชทานเครื่องบริหารพระครรภ์แก่พระนาง พอได้ถ้วนกำหนดทศมาส พระนางเจ้าก็ประสูติพระราชโอรส พระชนกและพระชนนีมิได้ทรงขนานพระนามอย่างอื่นแก่พระราชโอรสนั้น ทรงขนานพระนามว่า กุสติณราชกุมาร
ในกาลที่พระกุสติณราชกุมารโตถึงวัยที่เสด็จย่างพระบาทไปได้ เทพบุตรอีกองค์หนึ่ง ก็ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางอีก พอได้ครบ ๑๐ เดือนเต็ม พระนางก็ประสูติพระโอรสอีกพระองค์หนึ่ง พระชนกและพระชนนีได้ทรงขนานพระนามพระกุมารที่ประสูติใหม่นั้นว่า ชยัมบดีราชกุมาร
พระราชกุมารทั้ง ๒ พระองค์นั้น ทรงเจริญพระชันษาด้วยพระอิสริยยศอันยิ่งใหญ่ พระโพธิสัตว์เจ้าทรงมีปัญญา ไม่ต้องทรงศึกษาเล่าเรียนศิลปศาสตร์อะไร ๆ ในสำนักของพระอาจารย์ ก็ทรงถึงความสำเร็จในศิลปศาสตร์ทั้งหมดได้ ด้วยพระปัญญาของพระองค์เอง
 
ลำดับนั้น ในกาลที่พระโพธิสัตว์เจ้านั้น ทรงเจริญพระชนมายุได้ ๑๖ พระชันษา พระราชาทรงปรารถนาจะมอบพระราชสมบัติให้ จึงรับสั่งให้พระเทวีมาแล้วตรัสว่า ดูก่อนพระเทวีผู้เจริญ ฉันจะมอบราชสมบัติให้แก่ พระโอรสองค์ใหญ่ของเธอแล้ว จักให้นางฟ้อนทั้งหลายบำรุงบำเรอ ขณะที่เราทั้ง ๒ ยังมีชีวิตอยู่นี่แหละ จักได้เห็นลูกของเราครอบครองราชสมบัติ ก็ลูกของเราจะชอบใจพระราชธิดาของกษัตริย์พระองค์ใด ในชมพูทวีปทั้งสิ้น เราจะได้นำพระราชธิดานั้นมาสถาปนาให้เป็นอัครมเหสีของลูก เธอจงรู้จิตใจของลูกว่า จะชอบพระราชธิดาองค์ไหนกัน
พระนางรับว่า ดีละ แล้วทรงส่งนางบริจาริกาคนหนึ่งไปโดยมีพระดำรัสว่า เจ้าจงไปบอกเรื่องนี้แก่กุมาร นางบริจาริกานั้นไปทูลเรื่องนั้นแก่พระกุมารนั้นแล้ว พระมหาสัตว์ ได้สดับถ้อยคำนั้นแล้ว จึงคิดว่า เรามีรูปร่างไม่สะสวยงดงาม พระราชธิดาผู้สมบูรณ์ด้วยรูป แม้ถูกนำตัวมาพอเห็นเรา ก็จักหนีไปด้วยคิดว่า เราจะมีประโยชน์อะไร ด้วยกุมารผู้มีรูปร่างน่าเกลียด ความอับอายก็จะพึงมีแก่เรา ด้วยประการฉะนี้ ประโยชน์อะไรที่เราจะอยู่เป็นฆราวาส เราจักบำรุงมารดาบิดาผู้ยังทรงพระชนม์ไปก่อน พอท่านทั้งสองนั้นสวรรคตแล้ว ก็จักออกบวช
พระองค์จึงตรัสบอกว่า เราไม่มีความต้องการด้วยพระราชสมบัติ ไม่ต้องการด้วยหมู่นางฟ้อน พอพระชนกและพระชนนีสวรรคตไปแล้ว เราก็จักบวช นางบริจาริกานั้น สดับพระดำรัสแล้ว จึงกลับมากราบทูลพระดำรัสของพระกุมารนั้นแด่พระเทวี แม้พระเทวีก็กราบทูลแด่พระราชาแล้ว พระราชาทรงสดับถ้อยคำทูลนั้นแล้วก็ทรงเสียพระทัย
พอล่วงผ่านไป ๒ - ๓ วัน ก็ทรงส่งข่าวสาส์นไปอีก แม้พระกุมารนั้น ก็คัดค้านอีกเหมือนเดิม พระกุมารทรงคัดค้านอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง ในครั้งที่ ๔ จึงทรงดำริว่า ธรรมดาว่าลูกจะขัดขืน คัดค้านมารดาบิดาอยู่ร่ำไป ก็ไม่เหมาะสมเลย เราจักกระทำอุบายสักอย่างหนึ่ง พระกุมารนั้นจึงเสด็จไปเรียกหัวหน้าช่างทองคนหนึ่งมาแล้ว พระราชทานทองคำไปเป็นอันมาก รับสั่งว่า ท่านจงทำรูปผู้หญิงให้สักรูปหนึ่งเถิด แล้วทรงส่งนายช่างทองนั้นไป
เมื่อนายช่างทองนั้นไปแล้วจึงทรงเอาทองคำส่วนอื่นมาทำเป็นรูปผู้หญิงด้วยพระองค์เอง ก็ธรรมดาว่า ความประสงค์ของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายย่อมสำเร็จตลอดไป รูปทองที่พระโพธิสัตว์ทรงกระทำขึ้นเองนั้น ช่างงดงามเสียเหลือล้น จนไม่มีถ้อยคำจะรำพันด้วยลิ้นได้
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงทรงแต่งตัวรูปหญิงนั้น ให้นุ่งผ้าโขมพัสตร์แล้ว ทรงให้วางไว้ในห้องอันเป็นสิริ พระมหาสัตว์นั้น ครั้นทรงเห็นรูปผู้หญิงที่หัวหน้าช่างทองนำมา จึงทรงติรูปนั้นแล้วตรัสว่า เธอจงไปนำเอารูปหญิงที่ตั้งอยู่ในห้องอันเป็นสิริของเรามาเทียบดูซิ นายช่างทองนั้นเข้าไปยังห้องอันเป็นสิริ มองเห็นรูปหญิงนั้นแล้ว สำคัญว่านางเทพอัปสรนางหนึ่ง มาร่วมอภิรมย์กับพระกุมารจึงไม่อาจจะเหยียดมือไปจับ กลับออกมากราบทูลว่า พระแม่เจ้าพระองค์ไร ประทับอยู่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ในห้องอันเป็นสิริ ข้าพระองค์ไม่อาจจะเข้าไปได้
พระราชกุมารตรัสว่า ดูก่อนพ่อ ท่านจงไปนำมาเถิด รูปทองคำนี้เราทำขึ้นมาเอง แล้วทรงส่งไปอีก นายช่างทองนั้นจึงกลับเข้าไปยกออกมา พระราชกุมารให้เก็บรูปที่ช่างทองทำมานั้นไว้เสียในห้องสำหรับเก็บทอง แล้วให้คนตกแต่งรูปที่พระองค์ทรงกระทำ แล้วทรงให้ยกขึ้นวางบนรถ ส่งไป ยังสำนักของพระมารดา ด้วยพระดำรัสว่า ถ้าผู้หญิงงดงามเหมือนอย่างรูปนี้มีอยู่ หม่อมฉันจักอยู่ครอบครองเรือน
พระเทวีนั้น รับสั่งให้เรียกพวกอำมาตย์มาแล้ว ตรัสว่า ท่านทั้งหลาย พระโอรสของเรามีบุญมาก เป็นพระโอรสที่ท้าวสักกะประทานให้ อยากได้นางกุมาริกาที่รูปสวยเหมือนรูปนี้ พวกท่านได้หญิงมีรูปร่างเห็นปานนี้ จงพามา จงตั้งรูปนี้ไว้บนยานอันปกปิดแล้ว เที่ยวไปตลอดชมพูทวีปทั้งสิ้น ถ้าได้พบพระธิดาของพระราชาพระองค์ใด มีรูปร่างงดงามเห็นปานรูปนี้ไซร้ ก็จงถวายรูปทองนั้นแด่พระราชาพระองค์นั้นนั่นแล แล้วกราบทูลว่า พระเจ้าโอกกากราช จักกระทำอาวาหวิวาหมงคลกับพระองค์ ทูลกำหนดนัดวันแล้ว จงรีบกลับมา
อำมาตย์เหล่านั้น รับพระราชเสาวนีย์แล้ว นำรูปนั้นออกจากเมือง พร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก เที่ยวเสาะแสวงหาไปถึงราชธานีใด ก็สังเกตว่า ในสถานที่ที่มหาชนมาประชุมกันในเวลาเย็นในราชธานีนั้น ก็ตกแต่งรูปหญิงนั้นด้วยเครื่องประดับ อันประกอบด้วยผ้าและดอกไม้ ยกขึ้นตั้งบนวอทองคำแล้ว ตั้งไว้ที่ริมหนทางที่จะไปยังท่าน้ำ ส่วนพวกตนต่างพากันหลบไปยืนอยู่ที่ส่วนข้างหนึ่ง เพื่อคอยสดับฟังถ้อยคำของมหาชนผู้มาแล้ว
ฝ่ายมหาชนครั้นมองดูรูปหญิงนั้น ไม่เข้าใจว่าเป็นรูปทองคำ จึงชวนกันชมเชยว่า หญิงนี้แม้เป็นเพียงหญิงมนุษย์ ก็ยังสวยงามอย่างที่สุดเปรียบ ประดุจนางเทพอัปสร ทำไมจึงมายืนอยู่ในที่นี้ หรือว่ามาจากไหน หญิงงามเห็นปานนี้ ในเมืองของพวกเราไม่เคยมีเลย ดังนี้แล้วก็พากันหลีกไป
พวกอำมาตย์ได้ฟังถ้อยคำนั้นแล้ว จึงปรึกษากันว่า ถ้านางทาริกางามปานรูปนี้ พึงมีในเมืองนี้ไซร้ ชนทั้งหลายพึงกล่าวว่า นางคนนี้เหมือนกับพระราชธิดาองค์โน้น นางคนนี้เหมือนธิดาของอำมาตย์คนโน้น ในเมืองนี้คงไม่มีนางผู้งามคล้ายกับรูปนี้เป็นแน่แท้ จึงถือเอารูปหญิงนั้นไปยังเมืองอื่น ๆ ต่อไปอีก
พวกอำมาตย์เหล่านั้นเที่ยวไปอย่างนี้ จนถึงเมืองสาคละ ในแคว้นมัททะ โดยลำดับ ก็พระเจ้ามัททราช ในเมืองสาคละนี้ มีพระธิดาอยู่ ๘ พระองค์ ทรงพระรูปพระโฉมงดงามสูงสุดเปรียบประดุจนางฟ้า พระราชธิดาผู้เป็นพระพี่ใหญ่กว่าพระธิดาเหล่านั้นทั้งหมด มีพระนามว่า ประภาวดี เพราะมี พระรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระสรีระของพระนาง คล้ายแสงดวงอาทิตย์อันอ่อน แม้ในเวลากลางคืน ในห้องอันมีเนื้อที่กว้างประมาณ ๔ ศอก ก็ไม่ต้องทำการตามประทีปโคมไฟ บริเวณห้องนั้นทั้งหมดจะมีแสงสว่างเสมอเป็นอันเดียวกันทีเดียว
พระนางประภาวดีนั้น มีพระพี่เลี้ยงคนหนึ่งเป็นหญิงพิการหลังค่อม นางพี่เลี้ยงนั้นพอให้พระนางประภาวดีเสวยเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงจะให้นางวรรณทาสี ๘ คนถือหม้อน้ำจำนวน ๘ หม้อ ไปยังท่าน้ำในเวลาเย็น เพื่อตักน้ำไปสรงสนานพระนาง
ครั้นในเวลาเย็น เมื่อนางวรรณทาสีเหล่านั้นไปที่ท่าน้ำ มองเห็นรูปทองคำที่ตั้งไว้ข้างริมทางที่จะเดินไปยังท่าน้ำนั้น ก็เข้าใจไปว่าเป็นพระนางประภาวดีพากันโกรธกล่าวว่า พระนางนี้ช่างว่ายากเสียจริง ๆ ตรัสว่า เราจักสรงสนานน้ำ แล้วส่งพวกเรามาตักน้ำ แต่กลับมายืนดักอยู่ที่หนทางจะไปสู่ท่าน้ำก่อนหน้าเรา แล้วจึงพากันกล่าวกับรูปทองนั้นว่า ข้าแต่พระนางเจ้าผู้ทำสกุลให้ได้รับความละอาย ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง ที่พระนางจะมายืนอยู่ในที่นี้ก่อนกว่าพวกหม่อมฉัน ถ้าพระเจ้าแผ่นดินจักทรงทราบไซร้ ก็คงจักทำพวกหม่อมฉันให้พินาศเป็นแน่ ดังนี้แล้ว จึงเอามือแตะที่ข้างแก้มของรูปเทียมนั้น ฝ่ามือก็คล้ายกับว่าจะแตกออกไป ลำดับนั้น นางจึงรู้ว่าเป็นรูปทองคำ หัวเราะขบขันอยู่ จึงไปหาพวกนางวรรณทาสีแล้วกล่าว ว่า พวกเธอจงมาดูการทำของฉัน ฉันได้แตะต้องด้วยสำคัญผิดว่า รูปนี้ คือ พระนางเจ้าของเรา รูปเปรียบนี้ จะมีค่าราคาอะไรในสำนักแห่งพระธิดาของเรา เพียงแต่ให้มือของเราได้รับความเจ็บไปอย่างเดียว
ลำดับนั้น พวกราชทูตจึงพากันถือเอารูปหญิงนั้นแล้ว ถามนางพี่เลี้ยงนั้นว่า ท่านกล่าวว่า ธิดาของเราสวยงามกว่ารูปเทียมนี้ ท่านกล่าวหมายถึงใครกัน
นางพี่เลี้ยงตอบว่า พระธิดาของพระเจ้ามัททราชทรงพระนามว่าประภาวดี รูปเปรียบนี้มีราคาไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของพระนางเลย
พวกอำมาตย์เหล่านั้นพากันดีใจ ไปยังพระทวารพระราชวัง สั่งให้กราบทูลว่า พวกราชทูตของพระเจ้าโอกกากราชมาคอยเฝ้าอยู่ที่พระทวาร พระเจ้าข้า
พระราชาเสด็จลุกจากอาสนะประทับยืนแล้วตรัสสั่งว่า พวกท่านจงเรียกเขาเข้ามาเถิด
พวกราชทูตเหล่านั้นเข้าไปแล้ว ถวายบังคมพระราชาแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระราชาของพวกข้าพระองค์ตรัสถามว่า พระองค์ทรงพระสำราญ ดีหรือ พระเจ้าข้า
พระราชาทรงกระทำสักการะและต้อนรับแล้ว ตรัสถามพวกอำมาตย์ว่า พวกท่านมานี่เพื่อประสงค์อะไร
พวกอำมาตย์จึงกราบทูลว่า พระราชาของข้าพระองค์มีพระโอรสพระนามว่ากุสกุมาร มีพระสุรเสียง ก้องกังวานคล้ายกับเสียงราชสีห์ พระราชาทรงมีพระประสงค์จะมอบพระราชสมบัติให้แก่พระโอรสนั้น จึงส่งพวกข้าพระองค์มาเฝ้าถวายบังคมพระองค์ นัยว่า พระองค์จงพระราชทานพระนางประภาวดีพระธิดาของพระองค์แก่ พระโอรสนั้นเถิดพระเจ้าข้า และขอจงทรงรับไทยธรรมพร้อมด้วยรูปทองคำนี้เถิด พอกราบทูลเสร็จแล้วจึงได้น้อมถวายรูปทองคำนั้นแด่พระราชาพระองค์นั้น
แม้พระเจ้ามัททราชนั้นก็ทรงดีพระทัย ทรงยอมรับด้วยทรงพระดำริว่า จักมีวิวาหมงคลกับพระราชาผู้ใหญ่เห็นปานนี้ ลำดับนั้นพวกทูตจึงกราบทูลท้าวเธอว่า พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่อาจจะรอช้าอยู่ได้ จักต้องรีบไปกราบทูลการได้พบพระราชธิดาแด่พระราชาให้ทรงทราบ เพื่อว่าพระองค์จักได้เสด็จมารับพระนางไป
       พระเจ้ามัททราชพระองค์นั้นทรงรับว่า ดีละ แล้วทรงจัดแจงเครื่องทำสักการะแก่พวกทูตเหล่านั้น พวกทูตเหล่านั้น กลับไปยังกรุงกุสาวดีแล้ว กราบทูลเรื่องราวนั้นแด่พระราชาและพระเทวีให้ทรงทราบ พระราชาเสด็จออกจากกุสาวดีนครพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก เสด็จถึงเมืองสาคละโดยลำดับ ฝ่ายพระเจ้ามัททราช ก็ทรงกระทำการต้อนรับให้ท้าวเธอเสด็จเข้าไปสู่พระนครแล้ว ได้ทรงกระทำสักการะอย่างใหญ่ยิ่ง
ล่วงไปวันหนึ่ง สองวัน และสามวัน พระนางสีลวดีทรงพระดำริ ใคร่จะรู้ว่าพระราชธิดานั้นจักเป็นอย่างไร เพราะความที่พระนางเจ้าเป็นบัณฑิต จึงกราบทูลพระเจ้ามัททราชว่า หม่อมฉันใคร่จะได้เห็นพระสุณิสา (ในอนาคต) เพคะ
ท้าวเธอทรงรับว่า ดีละ แล้วรับสั่งให้เรียกพระราชธิดาประภาวดีมาเฝ้า พระราชธิดาประภาวดีทรงตกแต่งพระองค์ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ์ แวดล้อมไปด้วยหมู่พระพี่เลี้ยงนางนมเสด็จออกมาไหว้แม่ผัว พระนางสีลวดีนั้น ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นพระนาง จึงทรงพระดำริว่า ราชธิดาองค์นี้ เป็นหญิงมีรูปร่างงดงามมากนัก ส่วนโอรสของเรามีรูปร่างไม่งดงาม ถ้าพระราช ธิดาองค์นี้ ได้ทอดทัศนาการเห็นโอรสของเราเข้า แม้วันเดียวก็คงจะไม่อยู่ร่วมด้วยเด็ดขาด คงจะรีบหนีไปเป็นแน่แท้ เห็นทีเราจักต้องทำกลอุบาย
พระนางสีลวดีจึงให้เชิญเสด็จพระเจ้ามัททราชมาแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช เพคะ พระสุณิสาสมควรแก่พระโอรสของหม่อมฉัน ก็แต่ว่าจารีตอันสืบมาจากประเพณีแห่งสกุลของหม่อมฉันมีอยู่ ถ้าพระราชธิดาองค์นี้จักประพฤติตามจารีตประเพณีนี้ได้ หม่อมฉันก็จักรับพระราชธิดาองค์นี้ไว้
 
พระราชาตรัสว่า ก็จารีตประเพณีของพระองค์เป็นอย่างไรละ
พระนางสีลวดีตรัสตอบว่า ประเพณีในราชวงศ์ของหม่อมฉันมีอยู่ว่า พระวรชายาจะพบหน้าพระราชสวามีในเวลากลางวันไม่ได้ จนกว่าจะทรงตั้งพระครรภ์เสียก่อน จึงจะพบหน้ากันได้ หากว่าพระราชธิดาประภาวดีพระองค์นี้ จักทรงทำตามประเพณีนี้ได้ หม่อมฉันจึงจะรับพระนางไว้
พระราชาจึงตรัสถามพระธิดาว่า ดูก่อนแม่ แม่จักประพฤติตามอย่างที่ว่านั้นได้หรือไม่เล่า
พระราชธิดาประภาวดีนั้นจึงทูลว่า ได้เพคะ เสด็จพ่อ
ลำดับนั้น พระเจ้าโอกกากราชจึงได้ถวายพระราชทรัพย์เป็นอันมาก แด่พระเจ้ามัททราช แล้วทรงรับพระนางประภาวดีนั้นเสด็จกลับไป แม้พระเจ้ามัททราชก็ทรงส่งพระราชธิดาไปด้วยบริวารใหญ่ พระโอกกากราช เสด็จกลับกรุงกุสาวดีแล้ว มีพระบรมราชโองการให้ตกแต่งพระนคร ปล่อยนักโทษทั้งหมด ทรงกำหนดการอภิเษกพระราชโอรส ทรงสถาปนาพระนางประภาวดีให้เป็นอัครมเหสีแล้ว ทรงให้ราชบุรุษเที่ยวตีกลองประกาศว่า บัดนี้ ราชอาณาจักรเป็นของพระเจ้ากุสราชแล้ว พระราชาทั้งหลายในพื้นชมพูทวีปทั้งหมด พระองค์ใดมีพระราชธิดา พระราชาพระองค์นั้น ขอทรงส่งพระราชธิดาไปถวายแด่พระเจ้ากุสราช
พระราชาเหล่านั้นได้มีพระราชโอรส พระราชาเหล่านั้นทรงหวังความเป็นมิตรไมตรีกับพระเจ้ากุสราชนั้น ก็ทรงส่งพระราชโอรสของพระองค์ไปเป็นพระราชอุปัฏฐากพระโพธิสัตว์เจ้า ทรงมีนางสนมเป็นบริวารมากมาย ทรงปกครองพระราชสมบัติด้วยพระอิสริยยศอันใหญ่ยิ่งเกรียงไกร ฝ่ายพระนางประภาวดีย่อมไม่ได้เห็นพระโพธิสัตว์เจ้านั้นในเวลากลางวันเลย แม้พระโพธิสัตว์เจ้าก็ไม่ได้เห็นพระนางในเวลากลางวันเหมือนกัน พระราชาและพระราชินีทั้ง ๒ พระองค์ เห็นกันก็แต่เฉพาะเวลากลางคืนเท่านั้น แม้รัศมีที่ฉายออกจากพระสรีระของพระนางประภาวดีในเวลากลางคืนนั้นก็ไม่สามารถจะส่องให้เห็นพระพักตร์ชัดถนัดได้ พระโพธิสัตว์เจ้าเสด็จออกจากห้องที่ประทับเฉพาะในเวลากลางคืนเท่านั้น
 
พอ ๒ - ๓ วันผ่านพ้นไป พระโพธิสัตว์เจ้าพระองค์นั้น ก็ทรงมีความปรารถนาจะได้เห็นพระพักตร์พระนางประภาวดีในเวลากลางวัน จึงทูลพระมารดาให้ทรงทราบ พระมารดาก็ทรงห้ามเสียว่า อย่าทุรนทุรายใจไปนักเลย ขอจงรอไปจนกว่าจะได้พระโอรสสักพระองค์หนึ่งก่อนเถิด
พระโพธิสัตว์เจ้านั้น ก็ทรงอ้อนวอนอยู่บ่อย ๆ ลำดับนั้น พระเทวีจึงมีพระกระแสรับสั่งกะพระโพธิสัตว์เจ้านั้นว่า ถ้าอย่างนั้น พ่อจงไปยังโรงช้างแล้วจงปลอมเป็นคนเลี้ยงช้าง แม่จะพาพระนางประภาวดีไปในที่ตรงนั้น ขอเชิญพ่อจงดูนางเสียให้เต็มเนตร แต่อย่าให้นางรู้จักพ่อได้เป็นเด็ดขาด พระโพธิสัตว์เจ้านั้นจึงรับว่า ดีละ แล้วได้เสด็จไปยังโรงช้าง
ลำดับนั้น พระมารดาของพระโพธิสัตว์เจ้านั้น จึงมีพระดำรัสตรัสสั่งให้คนตกแต่งโรงช้างแล้วตรัสชักชวนพระนางประภาวดีว่า มาเถิดลูก เราทั้ง ๒ คนไปดูช้างต้นของพระภัสดากันเถิด แล้วจึงเสด็จไปยังโรงช้างนั้น ทรงชี้แสดงแก่พระนางประภาวดีว่า ช้างเชือกนี้ มีชื่อว่าอย่างโน้น ดังนี้
พระราชาทรงทอดพระเนตรเห็นนางเสด็จดำเนินไปข้างพระมารดา จึงทรงหยิบเอาขี้ช้างก้อนหนึ่งขว้างไปที่หลังพระนาง พระนางประภาวดีทรงกริ้วโกรธเป็นอย่างมากจึงมีพระกระแสรับสั่งว่า เราจักให้พระราชาทรงตัดมือของเจ้าเสีย แล้วทูลพระเทวีให้ลงโทษ ฝ่ายพระราชมารดาก็ทรงปลอบประโลมเอาพระทัยว่า อย่าทรงกริ้วโกรธไปเลยแม่เจ้า แล้วทรงลูบหลังให้ ต่อมาพระราชาทรงต้องการที่จะได้เห็นพระนางซ้ำอีก จึงเสด็จไปทอดพระเนตรพระนางที่โรงม้า ด้วยการปลอมตัวเป็นคนเลี้ยงม้า แล้วทรงเอาก้อนขี้ม้าขว้างไปเหมือนเดิมนั้นอีก แม้ในกาลนั้น พระนางก็ได้ทรงกริ้วใหญ่ พระสัสสุ (แม่ผัว) ก็ต้องทรงปลอบประโลมอีก
ในวันต่อมา พระนางประภาวดีทรงใคร่จะได้เห็นพระมหาสัตว์เจ้า จึงทูลบอกแก่พระสัสสุ แต่ก็ถูกพระสัสสุทรงห้ามว่า อย่าเลย เจ้าอย่าชอบที่จะทำดังนั้นเลย ดังนี้ แต่พระนางประภาวดีก็ทูลอ้อนวอนอยู่บ่อย ๆ สุดท้ายพระเทวีจึงตรัสกะพระนางว่า ถ้าอย่างนั้น ในวันพรุ่งนี้ ลูกชายของฉันจักกระทำประทักษิณพระนคร แม่จง เปิดสีหบัญชรคอยดูเขาเถิด ก็ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ในวันรุ่งขึ้น จึงมีพระกระแสรับสั่งให้คนตกแต่งพระนครแล้ว โปรดให้พระชยัมบดีราชกุมาร (น้องชายพระเจ้ากุสราช) ทรงเครื่องต้นอย่างกษัตริย์ ให้ประทับนั่งบนหลังช้างแล้ว ให้พระโพธิสัตว์เจ้าประทับนั่งบนอาสนะข้างหลัง ให้กระทำประทักษิณพระนคร แล้วทรงพาพระนางประภาวดีไปประทับยืนที่สีหบัญชร ตรัสว่า แม่จงดูความเลิศด้วยความงามแห่งพระสิริของสามีแม่เถิด
พระนางประภาวดี ทรงสำคัญว่า เราได้พระสวามีที่มีความสมควรกันแล้ว ดังนี้แล้ว ก็ทรงมีพระทัย โสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ก็ในวันนั้น พระมหาสัตว์เจ้าปลอมพระองค์เป็นนายควาญช้าง ประทับนั่งบนอาสน์ข้างหลัง ของพระชยัมบดีราชกุมาร ก็ได้ทอดพระเนตรดูพระนางประภาวดี สำเร็จตามพระประสงค์ ได้ทรงแสดงอาการยั่วเย้าตามความพอพระทัยด้วยการทำมือให้ขวักไขว่แปลก ๆ เป็นต้น
 
เมื่อช้างพระที่นั่งคล้อยผ่านไปแล้ว พระราชมารดาจึงตรัสถามพระนางประภาวดี ว่า แม่เห็นพระภัสดาของแม่แล้วหรือ
พระนางทูลว่า เห็นแล้วเพคะท่านแม่ แต่นายควาญช้างผู้นั่งอยู่บนอาสนะหลังของพระภัสดานั้น ช่างเป็นคนที่ดื้อ สอนยากเสียเหลือเกิน แสดงการทำมือขวักไขว่ให้แปลก ๆ เป็นต้นแก่หม่อมฉัน เพราะเหตุไร เขาจึงจัดให้คนผู้ไม่มีสง่าราศีเช่นเจ้าคนนั้น ขึ้นไปนั่งบนอาสน์ข้างหลังพระเจ้าแผ่นดินได้
พระเทวีจึงตรัสว่า ดูก่อนแม่ ธรรมดาว่าการระวังภัยบนอาสน์ด้านหลังของพระราชา อันบุคคลพึงปรารถนา
พระนางประภาวดี จึงทรงดำริว่า ควาญช้างคนนี้ ช่างได้อภัยเป็นพิเศษเสียเหลือเกิน ไม่เคยสำคัญพระราชาว่าเป็นพระราชาเสียบ้างเลย หรือว่าควาญช้างคนนี้เป็นพระเจ้ากุสราชกันแน่ ก็พระเจ้ากุสราชนี้ คงจักมีรูปร่างน่าเกลียดอย่างเหลือเกินเป็นแน่ทีเดียว เพราะฉะนั้น เขาจึงไม่ยอมแสดงองค์พระเจ้ากุสราชนั้นแก่เรา
พระนางประภาวดีจึงทรงกระซิบกะนางค่อมที่ใกล้หูว่า ดูก่อนแม่ค่อม เธอจงไปดูให้รู้ทีหรือว่า พระเจ้ากุสราชประทับบนอาสน์ข้างหน้า หรือว่าประทับบนอาสน์ข้างหลังกันแน่
หญิงค่อมจึงทูลถามว่า ก็หม่อมฉันจักทราบได้อย่างไรเล่าเพคะ
พระนางจึงตรัสว่า ถ้าแม้ว่านายควาญช้างคนนั้นจักเป็นพระราชาไซร้ ก็จักเสด็จลงจากหลังช้างก่อน เธอจงรู้ด้วยวิธีอย่างนี้
นางค่อมนั้นได้มายืนดูอยู่ ณ ที่ส่วนข้างหนึ่งแล้วมองเห็นพระมหาสัตว์เจ้าลงมาก่อน มองเห็นพระชยัมบดีราชกุมารเสด็จลงมาทีหลัง แม้พระมหาสัตว์เจ้าทรงมองไปข้างโน้นบ้าง ข้างนี้บ้าง ก็ได้ทอดพระเนตรเห็นนางค่อม ก็ทรงทราบว่านางค่อมนี้คงมาเพราะเรื่องนี้ จึงรับสั่งให้เรียกนางค่อมมาแล้วตรัสกำชับอย่างกวดขันว่า เธออย่าได้บอกเรื่องนี้แก่พระนางประภาวดีเป็นเด็ดขาด แล้วทรงส่งไป
นางค่อมนั้นกลับไปก็กราบทูลพระนางประภาวดีว่า พระเจ้ากุสราชผู้เสด็จประทับอยู่บนอาสนะข้างหน้าเสด็จลงก่อน พระนางประภาวดีก็ทรงเชื่อถ้อยคำของนางค่อมนั้น
ในวันต่อมา พระราชาทรงมีพระประสงค์จะได้ทอดพระเนตรเห็นพระนางประภาวดีอีก จึงทรงทูลอ้อนวอนพระราชมารดา แล้วพระราชมารดาไม่อาจจะทรงห้ามได้ จึงตรัสสั่งว่า ถ้าอย่างนั้น พ่อจงปลอมเพศไม่ให้ใคร ๆ รู้จักแล้ว จงไปยังอุทยาน พระราชาเสด็จไปยังอุทยาน แล้วทรงยืนแช่น้ำอยู่ในสระโบกขรณีประมาณแค่คอ ทรงเอาใบบัวปกปิดพระเศียร ทรงยืนเอาดอกบัวที่บานบังพระพักตร์ไว้ แม้พระราชมารดาของพระโพธิสัตว์เจ้านั้น ก็ทรงพาพระนางประภาวดีไปยังพระราชอุทยาน ทรงชี้ชวนให้ชมอยู่ว่า แม่จงดูพฤกษาเหล่านี้ จงดูหมู่สกุณา จงดูหมู่มิคะเป็นต้น ได้เสด็จมาถึงฝั่งแห่งสระโบกขรณี
พระนางประภาวดีนั้น ทอดพระเนตรเห็นสระโบกขรณีอันดาดาษไปด้วยดอกบัว ๕ ชนิด ทรงปรารถนาจะเสด็จลงสรง จึงเสด็จลงสู่สระโบกขรณี พร้อมด้วยนางบริจาริกาทั้งหลาย ทรงเล่นอยู่ครั้นพอทอดพระเนตรเห็นดอกบัวที่พระโพธิสัตว์เจ้าซ่อนอยู่นั้น ทรงใคร่จะเก็บจึงทรงเอื้อมพระหัตถ์ออกไป ลำดับนั้น พระราชาจึงทรงเปิดใบบัวออกแล้วเข้าคว้าพระนางด้วยพระหัตถ์ พลางร้องว่า เราคือพระเจ้ากุสราช พระนางพอได้ทอดพระเนตรเห็นพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์เจ้านั้นแล้ว ทรงร้องขึ้นด้วยสำคัญว่า ยักษ์จับเรา แล้วทรงถึงวิสัญญีภาพ สิ้นพระสติสมฤดีอยู่ ในที่ตรงนั้นเอง
ลำดับนั้น พระราชาจึงทรงปล่อยพระหัตถ์ละจากพระนาง ครั้นพอพระนางทรงรู้สึกพระองค์ได้แล้ว จึงทรงดำริว่า ได้ยินว่า พระเจ้ากุสราชทรงจับมือเรา ก็เราถูกพระเจ้ากุสราชนี้ ขว้างด้วยก้อนคูถช้างที่โรงช้าง แล้วขว้างด้วยก้อนคูถม้าที่โรงม้า ก็พระเจ้ากุสราชนี้แล ประทับนั่งบนอาสน์หลังช้างทรงเกี้ยวเรา เราไม่มีความต้องการพระภัสดาผู้มีพักตร์อันน่าเกลียดถึงขนาดนี้ เราจักทิ้งพระภัสดานี้เสีย เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ก็จักได้สามีคนอื่น
คิดดังนี้แล้ว จึงให้คนเรียกพวกอำมาตย์ที่ตามเสด็จมาจากเมืองของพระบิดาพร้อมกับพระนางแล้ว ตรัสว่า พวกท่านจงทำการตระเตรียมยานพาหนะให้เรา เราจักไปในวันนี้แหละ พวกอำมาตย์เหล่านั้นจึงกราบทูล แด่พระราชาให้ทรงทราบ พระราชาจึงทรงพระดำริว่า ถ้าพระนางไม่ได้กลับไป ดวงหทัยของพระนางคงจักแตกเป็นแน่ ขอให้พระนางกลับไปก่อนเถิด เราจักนำพระนางกลับมาด้วยกำลังของตนเองอีกครั้ง พอทรงดำริแล้ว ต่อนั้นมาจึงทรงอนุญาตให้พระนางประภาวดีนั้นเสด็จกลับไป
พระนางเสด็จกลับไปยังเมืองของพระราชบิดาตามเดิม แม้พระมหาสัตว์เจ้าก็เสด็จออกจากพระราชอุทยานเข้าไปสู่พระนคร เสด็จขึ้นสู่พระปราสาทอันประดับแล้ว จริงอยู่ พระนางมิได้ทรงมีความยินดีพระโพธิสัตว์เจ้า ด้วยอำนาจการที่ได้ทรงตั้งความปรารถนาไว้ในปางก่อน แม้พระโพธิสัตว์เจ้านั้นที่มีพระรูปกายไม่งดงามก็ด้วยอำนาจบุรพกรรมของพระองค์เอง
 
           ได้ยินว่า ในอดีตกาล มีหมู่บ้านอันตั้งอยู่ข้างประตูเมืองพาราณสี ตระกูล ๒ ตระกูล คือ ตระกูลที่อาศัยอยู่ข้างถนนหน้าหมู่บ้านตระกูล ๑ อาศัยอยู่ข้างถนนหลังหมู่บ้านตระกูล ๑ ตระกูลหนึ่งมีลูกชาย ๒ คน ตระกูลหนึ่งมีลูกสาว ๑ คน ในบรรดาบุตรชายทั้ง ๒ คนนั้น พระโพธิสัตว์เป็นน้องชาย มารดาบิดาได้ไปขอนางกุมาริกานั้น มาให้แก่พี่ชาย พระโพธิสัตว์ผู้เป็นน้องชายยังไม่มีภริยา จึงอาศัยอยู่ในบ้านของพี่ชาย
อยู่มาวันหนึ่ง พี่สะใภ้ได้ทอดขนมที่มีรสชาติอร่อยยิ่งนักในเรือนนั้น แต่พระโพธิสัตว์ได้ไปป่าเสีย พี่สะใภ้จึงได้แบ่งขนมไว้ให้แก่พระโพธิสัตว์นั้นส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือนั้นก็แจกกันบริโภคจนหมด
          ในขณะนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าได้มาถึงประตูเรือนเพื่อภิกษา พี่สะใภ้ของพระโพธิสัตว์ จึงคิดว่า เราจักค่อยทำขนมให้น้องผัวใหม่ ดังนี้แล้ว จึงถือเอาขนมส่วนที่เก็บไว้ให้พระโพธิสัตว์นั้น ไปถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าเสีย พระโพธิสัตว์นั้นก็กลับมาจากป่าในขณะนั้นพอดี ตอนนั้น นางจึงพูดกับพระโพธิสัตว์นั้นว่า น้องชายเอ๋ย จงทำจิตใจให้ผ่องใสเถิดหนา ขนมอันเป็นส่วนของน้อง พี่ได้ถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว พระโพธิสัตว์นั้นกลับโกรธว่า เจ้ากินขนมอันเป็นส่วนของเจ้าหมดแล้ว กลับมาเอาขนมอันเป็นส่วนของข้าไปถวายพระ ชิชะ แล้วข้าจักกินอะไรเล่า จึงรีบตามพระปัจเจกพุทธเจ้าไปเอาขนมจากบาตรกลับคืนมา
พี่สะใภ้นั้น จึงรีบไปยังเรือนมารดาแล้วนำเอาเนยใสที่ยังใหม่และใสสะอาด มีสีคล้ายดอกจำปามาแล้ว ใส่บาตรจนเต็มถวายพระปัจเจกพุทธเจ้าแทน เนยใสนั้นได้แผ่เป็นรัศมีออกไปแล้ว นางพอได้เห็นรัศมีนั้นแล้ว จึงตั้งความปรารถนาไว้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ในที่ที่ดิฉันจะเกิดแล้วข้างหน้า ขอให้ ร่างกายของดิฉันจงเกิดมีรัศมีเปล่งปลั่ง และมีรูปร่างสดสวยงดงามเป็นอย่างยิ่ง เถิด อนึ่ง ขออย่าให้ดิฉันได้อยู่ร่วมในที่แห่งเดียวกันกับคนที่เป็นอสัตบุรุษ ดังน้องผัวของดิฉันคนนี้เลย พระนางประภาวดี มิได้ทรงยินดีชอบใจพระโพธิสัตว์เจ้านั้น ก็ด้วยอำนาจความปรารถนาที่ทรงตั้งไว้แล้วในกาลก่อน ด้วยประการฉะนี้
แม้พระโพธิสัตว์ ก็ใส่ขนมนั้นลงในบาตรที่เต็มด้วยเนยใส แล้วตั้งความปรารถนาไว้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พี่สะใภ้ของข้าพเจ้าคนนี้ แม้จะอยู่ในที่ไกลแสนไกลตั้งร้อยโยชน์ก็ตาม ขอให้ข้าพเจ้าพึงมีความสามารถไปนำมาเป็นบาทบริจาริกาของข้าพเจ้าให้จงได้เถิด ด้วยอำนาจแห่งบุรพกรรมที่พระโพธิสัตว์นั้นโกรธ แล้วเอาขนมกลับคืนมานั้น พระโพธิสัตว์เจ้าจึงได้เป็นผู้มีรูปร่างอันไม่งดงาม น่าเกลียดแล้วแล
ฝ่ายพระนางประภาวดีนั้น ก็มิได้ทรงปรารถนาพระโพธิสัตว์นั้นเลย พระโพธิสัตว์เจ้านั้น เมื่อพระนางประภาวดีเสด็จไปแล้ว ก็ทรงเศร้าโศกเสียพระทัย แม้เหล่านางบริจาริกาทั้งหลายจะพากันบำรุงบำเรออยู่โดยประการต่าง ๆ ก็ตาม แต่หญิงที่เหลือทั้งหลายก็ไม่อาจที่จะให้พระโพธิสัตว์เจ้านั้นเหลียวมองดูตนได้เลย ก็เมื่อพระราชาพระองค์นั้นทรงพรากเว้นจากพระนางประภาวดีเสียแล้ว พระราชนิเวศน์แม้ทั้งหมดของพระองค์ ก็เงียบสงัดคล้ายเหมือนว่างเปล่า ท้าวเธอทรงรำพันว่า บัดนี้ นางคงไปถึงเมืองสาคละแล้ว ดังนี้ พอใกล้รุ่งก็เสด็จไปเฝ้าพระมารดากราบทูลว่า ข้าแต่ท่านแม่ ลูกจักไปตามพระนางประภาวดีมา ขอท่านแม่จงครอบครองราชสมบัติแทนด้วยเถิด
พระราชมารดานั้น ทรงได้สดับพระราชดำรัสนั้นแล้ว จึงทรงมีรับสั่งว่า ดูก่อนลูก ถ้าอย่างนั้น ลูกจงเป็นผู้ไม่ประมาท เพราะขึ้นชื่อว่ามาตุคามนั้น มีใจไม่บริสุทธิ์ ดังนี้แล้ว ทรงเอาโภชนะมีรสอันเลิศต่าง ๆ บรรจุใส่ ภาชนะทองคำจนเต็มแล้ว ทรงรับสั่งว่า ลูกพึงบริโภคโภชนะนี้ในระหว่างเดินทาง แล้วทรงส่งไป
พระราชาพระองค์นั้นทรงรับภาชนะนั้นแล้ว ถวายบังคมพระมารดา ทรงทำประทักษิณ ๓ ครั้ง แล้วกราบทูลว่า เมื่อหม่อมฉันยังมีชีวิตอยู่ คงจะได้กลับมาเห็นพระมารดาอีก ดังนี้แล้ว จึงเสด็จเข้าสู่ห้องอันเป็นสิริ ทรงเหน็บพระแสงอาวุธ ๕ อย่าง ทรงหยิบกหาปณะพันหนึ่ง บรรจุลงในย่าม พร้อมทั้งภาชนะพระกระยาหาร ทรงถือพิณโกกนุท เสด็จออกจากพระนคร ทรงดำเนินไปตามมรรคา ทรงมีพระกำลังมาก มีเรี่ยวแรง เข้มแข็งเพียงเช้าชั่วเที่ยง ก็ทรงดำเนินไปได้ถึงตั้ง ๕๐ โยชน์ เสวยพระกระยาหารแล้ว ทรงดำเนินต่อไปอีก ๕๐ โยชน์ เพียงสิ้นวันเท่านั้น ก็ทรงเดินทางไปได้ระยะทางถึง ๑๐๐ โยชน์ ในเวลาเย็นเสด็จพักสรงน้ำแล้ว เสด็จเข้าถึงเมืองสาคละ
เมื่อพระองค์พอได้เสด็จเข้าไปแล้วเท่านั้น ด้วยเดชแห่งพระโพธิสัตว์ พระนางประภาวดีจะทรงบรรทมอยู่บนพระที่มิได้ ต้องเสด็จลงมาบรรทมเหนือภาคพื้น พระโพธิสัตว์มีพระอินทรีย์อันเหน็ดเหนื่อย ทรงดำเนินมาตามถนน ผู้หญิงคนหนึ่งแลเห็นพระองค์เข้า จึงให้เรียกมาแล้วเชิญให้ประทับนั่ง ให้ล้างพระบาทจัดที่บรรทมถวาย พระโพธิสัตว์เจ้านั้นมีพระวรกายเหน็ดเหนื่อยมา พอบรรทมก็หลับสนิท
ลำดับนั้น หญิงคนนั้น พอเมื่อพระโพธิสัตว์เจ้าบรรทมหลับแล้ว ก็จัดแจงโภชนะมีรสอันเลิศต่าง ๆ เสร็จแล้วจึงปลุกพระโพธิสัตว์ให้ตื่นบรรทม แล้วเชิญให้เสวยพระกระยาหาร พระโพธิสัตว์เจ้าทรงขอบพระทัย ได้พระราชทานกหาปณะพันหนึ่งกับภาชนะทองคำแก่หญิงคนนั้น ท้าวเธอทรงเก็บพระแสงเบญจาวุธไว้ที่บ้านของหญิง คนนั้นนั่นแล แล้วรับสั่งว่า เรายังมีสถานที่ควรจะไปอีก ดังนี้แล้ว ทรงถือเอาพิณเสด็จไปยังโรงช้าง ตรัสว่า ขอท่านจงให้ข้าพเจ้าพักอยู่ ณ ที่นี้สักวันหนึ่งเถิด ข้าพเจ้าจะทำการขับร้องเพลงให้พวกท่านได้ฟังดังนี้ พอเมื่อได้รับอนุญาตจากคนเลี้ยงช้างแล้ว ก็บรรทมหลับอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งได้สักครู่ พอระงับหายความเหน็ดเหนื่อยกระวนกระวายแล้ว ก็ทรงลุกออกมาแก้ห่อพิณ ทรงดีดพิณขับร้องประสานเสียง ด้วยทรงพระดำริว่า ชนชาวนครสาคละ จงฟังเสียงพิณนี้
ระนางประภาวดี ทรงบรรทมบนภาคพื้น พอได้ทรงสดับเสียงนั้นก็ทรงทราบได้ทีเดียวว่า เสียงพิณนี้มิใช่เสียงพิณของคนอื่น พระเจ้ากุสราชต้องเสด็จมาเพื่อจะเอาตัวเรากลับไปโดยมิต้องสงสัย แม้พระเจ้ามัททราชทรงสดับเสียงนั้นแล้ว ทรงพระดำริว่า ใครนะช่างขับร้องเพลงไพเราะเหลือเกิน พรุ่งนี้เราจะให้คนเรียกคนผู้นั้นมาทำการขับร้องให้เราฟัง พระโพธิสัตว์เจ้าทรงพระดำริว่า เราอยู่ในที่นี้ไม่อาจจะได้เห็นพระนางประภาวดี สถานที่นี้ดูไม่เหมาะเสียเลย จึงได้เสด็จออกไปแต่เช้าตรู่ทีเดียว ไปเสวยพระกระยาหารเช้าที่ในเรือนของหญิงที่พระองค์ได้เสวยแล้วในเวลาเย็นวันแรกนั่นแล ทรงเก็บพิณไว้แล้ว เสด็จไปยังสำนักนายช่างหม้อของพระราชาแล้ว เข้าขอฝากตัวเป็นศิษย์ของนายช่างหม้อคนนั้น
เพียงวันเดียวเท่านั้นก็ทรงขนเอาดินมาจนเต็มเรือน แล้วบอกว่า ท่านอาจารย์ขอรับ ผมจะทำภาชนะให้ เมื่อนายช่างหม้อ พูดว่า ดีซิ จงทำเถิด จึงทรงวางก้อนดินก้อนหนึ่งลงบนไม้แป้นแล้ว ทรงปั่นหมุนไม้แป้น พระองค์ทรงปั่นหนเดียวเท่านั้น แป้นก็หมุนอยู่ตั้งแต่เช้าจนเลยเที่ยง พระองค์ทรงปั้นภาชนะเล็กบ้างใหญ่บ้างหลายชนิดหลากสี เมื่อจะทรงปั้นภาชนะเพื่อประโยชน์แก่พระนางประภาวดี ได้ทรงกระทำให้มีลวดลายเป็นรูปต่าง ๆ
จริงอยู่ ขึ้นชื่อว่า ความประสงค์ของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายย่อมสำเร็จได้ พระองค์ทรงอธิษฐานว่า ขอให้พระนางประภาวดีจงได้เห็นรูปเหล่านั้นแต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น พระองค์ทรงผึ่งภาชนะทั้งหมดให้แห้งแล้ว ทรงเผาเสร็จแล้ว เก็บไว้จนเต็มเรือน นายช่างหม้อนำภาชนะเหล่านั้นไปยังราชตระกูล พระเจ้ามัททราชทอดพระเนตรเห็นภาชนะเหล่านั้นแล้วตรัสถามว่า ภาชนะเหล่านี้ใครทำ
นายช่างหม้อกราบทูลว่า ข้าพระองค์เองพระเจ้าข้า
พระราชาตรัสว่า ภาชนะที่เจ้าได้เคยทำมาแล้ว เราจำได้เป็นอย่างดี เจ้าจงบอกมานะว่า ภาชนะเหล่านี้ใครทำ
นายช่างหม้อ กราบทูลว่า ศิษย์ของข้าพระองค์ทำ พระเจ้าข้า
พระราชาตรัสว่า ผู้นั้นไม่สมควรเป็นศิษย์ของเจ้า ผู้นั้นจงเป็นอาจารย์ของเจ้า เจ้าจงศึกษาศิลปะใน สำนักของเขาเถิด และนับแต่วันนี้ไป ขอให้เขาทำภาชนะทั้งหลาย สำหรับธิดาของเราทุก ๆ องค์ และเจ้าจงให้ทรัพย์พันหนึ่งนี้แก่เขาด้วย ดังนี้ ให้พระราชทานทรัพย์พันหนึ่งแล้ว ตรัสว่า เจ้าจงนำภาชนะเล็ก ๆ เหล่านี้ไปให้ พระธิดาทั้งหลายของเราด้วย
นายช่างหม้อคนนั้น นำเอาภาชนะเหล่านั้นไปยังตำหนักของพระราช ธิดาเหล่านั้นแล้ว กราบทูลว่า ภาชนะเล็ก ๆ เหล่านี้ข้าพระองค์ขอถวายไว้เพื่อสำหรับพระนางได้ทรงเล่น พระราชธิดาเหล่านั้นทั้งหมดเสด็จมาแล้ว นายช่างหม้อก็ได้ถวายภาชนะที่พระมหาสัตว์กระทำไว้เพื่อประโยชน์แก่พระนางประภาวดี ถวายเฉพาะพระนางทีเดียว
พระนางทรงรับภาชนะนั้นมาแล้ว ทรงเห็นพระรูปของพระองค์ พระรูปของพระมหาสัตว์ และรูปของหญิงค่อมในภาชนะนั้น ก็ทรงทราบว่า ภาชนะนี้ไม่ใช่คนอื่นทำ พระเจ้ากุสราชนั่นแลทรงกระทำ ทรงแค้นเคืองแล้วขว้างของเหล่านั้นลงบนพื้น แล้วตรัสว่า เราไม่มีความต้องการด้วยของสิ่งนี้ ใครอยากได้ ท่านจงเอาไปให้เขาเถิด
ลำดับนั้น พระราชธิดาผู้เป็นพระภคินีทั้งหลายของพระนางทรงทราบว่า พระนางทรงกริ้ว ก็พากันทรงยิ้มว่า พระพี่นางเข้าพระทัยว่าภาชนะเล็ก ๆ นี้ พระเจ้ากุสราชทรงกระทำกระมัง ภาชนะนี้ไม่ใช่พระเจ้ากุสราชนั้นทรงกระทำหรอก ช่างหม้อเขากระทำต่างหาก พระพี่นางจงรับเอาไว้เถิด พระนางก็มิได้ตรัสบอกถึงเรื่องที่พระเจ้ากุสราชนั้นทรงกระทำภาชนะและเรื่องที่พระเจ้ากุสราชนั้นเสด็จมาถึงแล้วแก่พวกพระภคินีเหล่านั้น
นายช่างหม้อได้ให้กหาณะพันหนึ่งแก่พระโพธิสัตว์แล้วกล่าวว่า นี่แน่ะพ่อเอ๋ย พระราชาทรงขอบใจเจ้า ได้ยินว่านับแต่นี้ไป เจ้าพึงกระทำภาชนะสำหรับพระราชธิดาทุก ๆ พระองค์ เราจักนำไปถวายแด่พระราชธิดาเหล่านั้นเอง
พระโพธิสัตว์เจ้านั้นจึงตรัสว่า ท่านพ่อครับ ผมจักไม่กระทำเพื่อพระราชธิดาเหล่านั้น พระโพธิสัตว์เจ้านั้นทรงพระราชดำริว่า เราขืนอยู่ในที่นี้เห็นจะไม่อาจที่จะได้เห็นพระนางประภาวดีได้ จึงพระราชทานทรัพย์พันหนึ่งนั้นแก่นายช่างหม้อนั้นทีเดียว แล้วจึงเสด็จไปยังสำนักของนายช่างสาน ผู้เป็นอุปัฏฐากของพระราชา ขอสมัครเป็นศิษย์ของนายช่างสานนั้น แล้วทรงกระทำใบตาลเพื่อประโยชน์แก่พระนางประภาวดีแล้วแสดงรูปต่าง ๆ คือ รูปเศวตฉัตร สถานที่สำหรับดื่ม พระนางประภาวดีทรงยืนจับผ้าเป็นต้นในใบตาลนั้น
นายช่างสานได้ถือเอาใบตาลนั้นและของอย่างอื่นอีกที่พระโพธิสัตว์นั้นทรงกระทำแล้วนำไปยังราชตระกูล พระราชาทอดพระเนตรเห็นตรัสถามว่า สิ่งของเหล่านี้ใครทำ
นายช่างสานกราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระองค์ทำเองพระเจ้าข้า
พระราชาตรัสว่า เราจำของที่เจ้าทำได้ดี จงบอกมาเถิดว่าของเหล่านี้ใครทำกันแน่
นายช่างสานกราบทูลว่า ขอเดชะ ศิษย์ของข้าพระองค์กระทำพระเจ้าข้า
พระราชาทรงรับสั่งว่า ผู้นั้นไม่สมควรเป็นศิษย์ เขาจงเป็นอาจารย์ของเจ้าจึงเหมาะ เจ้าจงศึกษาศิลปะในสำนักของเขาและนับแต่วันนี้ไป ขอให้เขาทำสิ่งของอย่างนี้แก่พวกธิดาของเรา และเจ้าจงให้ทรัพย์พันหนึ่งนี้แก่ เขาด้วย ดังนี้แล้ว ทรงพระราชทานทรัพย์พันหนึ่งแล้วตรัสว่า เจ้าจงนำเอาสิ่งของเครื่องประดับเหล่านี้ ไปให้พวกธิดาของเราด้วย.
นายช่างสานนั้นก็ได้ถวายใบตาลที่พระโพธิสัตว์ทรงกระทำเพื่อประโยชน์แก่พระนางประภาวดีเฉพาะพระนางทีเดียว ชนอื่นย่อมไม่เห็นรูปทั้งหลายในใบตาลนั้น ฝ่ายพระนางประภาวดีพอได้ทอดพระเนตรเห็นก็ทรง ทราบว่าพระเจ้ากุสราชทรงกระทำ ก็ทรงกริ้วขว้างลงบนพื้นแล้วรับสั่งว่า ใครอยากได้ก็จงเอาไปเถิด ลำดับนั้น พวกพระภคินีที่เหลือก็ทรงหัวเราะเยาะพระนาง
นายช่างสานถือเอาทรัพย์พันหนึ่งไปให้พระโพธิสัตว์แล้วบอกเรื่องราวนั้นให้ทราบ พระโพธิสัตว์เจ้านั้น ยังทรงดำริว่า แม้ที่นี้ก็ไม่ใช่สถานที่ที่เราควรจะอยู่ จึงมอบทรัพย์พันหนึ่งคืนให้นายช่างสานนั้นแล้ว เสด็จไปยัง สำนักของนายช่างร้อยดอกไม้ของพระราชาแจ้งความประสงค์ขอเป็นศิษย์ ทรงร้อยพวงมาลาแปลก ๆ หลายอย่างหลายชนิด ได้กระทำเครื่องประดับผมอันหนึ่งซึ่งวิจิตรด้วยรูปต่าง ๆ เพื่อประโยชน์แก่พระนางประภาวดี นายมาลาการถือเอาพวงมาลาทั้งหมดนั้นไปยังราชตระกูล พระราชาทอดพระเนตรเห็นจึงตรัสถามว่า ดอกไม้เหล่านี้ใครร้อยเป็นพวงมาลา
นายมาลาการกราบทูลว่า ข้าพระองค์ร้อยเองพระเจ้าข้า
พระราชาตรัสว่า ดอกไม้ที่เจ้าเคยร้อยแล้ว เราจำได้ดี จงบอกมานะว่า ดอกไม้เหล่านี้ใครร้อย
นายมาลาการกราบทูลว่า ศิษย์ของข้าพระองค์ร้อยเป็นพวงมาลา พระเจ้าข้า
พระราชาตรัสว่า ผู้นั้นไม่สมควรเป็นศิษย์ของเจ้า เขาจงเป็นอาจารย์ของเจ้าเถิด เจ้าจงเรียนศิลปะในสำนักของเขา และนับแต่วันนี้ไป ขอให้เขาได้ร้อยดอกไม้ให้พวกธิดาของเราเถิด และเจ้าจงให้ทรัพย์พันหนึ่งนี้แก่เขา ดังนี้แล้ว จึงพระราชทานทรัพย์พันหนึ่งแล้วรับสั่งว่า เจ้าจงนำเอาดอกไม้เหล่านี้ไปให้พวกธิดาของเราด้วย.
แม้ช่างร้อยดอกไม้นั้นก็ได้ถวายเครื่องประดับผมที่พระมหาสัตว์ทรงกระทำเพื่อประโยชน์แก่พระนางประภาวดีเฉพาะพระหัตถ์พระนางที่เดียว พระนางทรงเห็นรูปต่าง ๆ ของพระองค์และของพระราชาพร้อมทั้งรูปอื่น ๆ อีกเป็นอันมาก ในเครื่องประดับผมนั้นก็ทรงทราบว่าพระเจ้ากุสราชนั้นทรงกระทำ จึงทรงกริ้วแล้วขว้างลงบนพื้น พวกภคินีที่เหลือพากันหัวเราะเยาะพระนางเหมือนอย่างนั้นทีเดียว
นายมาลาการก็ได้นำทรัพย์มาให้พระโพธิสัตว์เจ้า บอกเรื่องนั้นให้ทราบแล้ว พระโพธิสัตว์เจ้านั้นจึงทรงพระดำริว่า แม้สถานที่นี้ก็ไม่ใช่ที่ที่เราจะอยู่ได้ จึงคืนทรัพย์พันหนึ่งให้แก่นายมาลาการนั้น แล้วเสด็จไปยังสำนักของเจ้าพนักงานห้องเครื่องต้นของพระราชาขอฝากตัวเป็นศิษย์
ภายหลังวันหนึ่ง เจ้าพนักงานเครื่องต้นก็ได้ให้ชิ้นเนื้อติดกระดูกชิ้นหนึ่งแก่พระโพธิสัตว์เจ้า เพื่อให้ปิ้งเป็นประโยชน์ส่วนตัว พระโพธิสัตว์เจ้าทรงปิ้งเนื้อนั้นให้มีกลิ่นหอมตลบฟุ้งไปจนทั่วพระนครทั้งหมด พระราชา ทรงได้กลิ่นเนื้อนั้น จึงตรัสถามว่า เจ้าปิ้งเนื้อส่วนอื่นของเจ้าไว้ในห้องเครื่องต้นหรือ
เจ้าพนักงานเครื่องต้นกราบทูลว่า ไม่มีเลย พระเจ้าข้า ก็แต่ว่าข้าพระองค์ ได้ให้ชิ้นเนื้อติดกระดูกแก่ลูกมือของข้าพระองค์ เพื่อให้ปิ้งบริโภค กลิ่นนั้นเห็นจะเป็นกลิ่นของเนื้อนั้นนั่นเองพระเจ้าข้า
พระราชาทรงรับสั่งให้นำเนื้อนั้นมาแล้วทรงแตะวางที่ปลายพระชิวหาหน่อยหนึ่ง ในขณะนั้นทีเดียวรสแห่งชิ้นเนื้อนั้นก็แผ่ซาบซ่านไปทั่วประสาทสำหรับรสถึงเจ็ดพันแห่ง พระราชาทรงติดใจในรสตัณหา จึงทรงพระราชทานทรัพย์พันหนึ่งแก่เจ้าพนักงานเครื่องต้นนั้น แล้วทรงรับสั่งว่า นับแต่นี้ไป เจ้าจงให้ลูกมือของเจ้าปรุงภัตตาหารให้แก่พวกธิดาของเรา และแก่เราด้วยแล้ว เจ้าจงนำอาหารมาให้เรา ส่วนลูกมือของเจ้านั้นจงนำอาหารไปให้พวกธิดาของเรา.
เจ้าพนักงานเครื่องต้นไปบอกแก่พระโพธิสัตว์นั้นให้ทราบแล้ว พระโพธิสัตว์เจ้านั้น จึงทรงพระดำริว่าบัดนี้ความปรารถนาแห่งใจของเราถึงที่สุดแล้ว เราจักได้เห็นพระนางประภาวดีในบัดนี้แน่ จึงทรงดีพระทัยแล้ว คืนทรัพย์พันหนึ่งนั้นให้แก่เจ้าพนักงานเครื่องต้นนั้น ในวันรุ่งขึ้น ทรงจัดแจงเครื่องเสวยเสร็จแล้ว ส่งเครื่องต้นของพระราชาไปแล้ว ส่วนพระองค์เองทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยของพวกพระราชธิดา เสด็จขึ้นไปยังปราสาทที่ประทับของพระนางประภาวดี
พระนางได้ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์เจ้านั้น ทรงหาบกระเช้าเครื่องกระยาเสวย เสด็จขึ้นปราสาทมา จึงทรงพระดำริว่า พระเจ้ากุสราชนี้มากระทำการงานที่พวกทาสและกรรมกรจะพึงกระทำ ช่างไม่สมควรแก่พระองค์เลย ก็ถ้าเราจักนิ่งเฉยเสียสัก ๒ - ๓ วัน เธอก็จะมีความสำคัญว่า บัดนี้ พระนางประภาวดีนี้ปรารถนาเรา ก็จะไม่ไปไหน มองดูแต่เรา จักอยู่ในที่นี้ทีเดียว บัดนี้ เราจักด่าว่าพระองค์เสียเลยไม่ให้อยู่ในที่นี้ แม้แต่เพียงชั่วครู่หนึ่งแล้ว จักให้ทรงหนีไป พระนางทรงเปิดพระทวารแง้มไว้ครึ่งหนึ่ง ทรงเอาพระหัตถ์ข้างหนึ่งยึดบานประตูไว้ อีกบานหนึ่ง ทรงใส่ลิ่มเสียแล้วตรัสว่า
ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์เป็นผู้ปรุงภัตตาหาร มิได้ทรงทำการงานนี้ แม้แก่บุคคลผู้ตีศีรษะของพระองค์ให้แตก ด้วยจิตอันซื่อตรง แต่ทรงนำหาบใหญ่หาบหนึ่งมาเพื่อประโยชน์แก่เราด้วยจิตอันไม่ซื่อตรง จักเสวยความทุกข์ใหญ่ทั้งกลางวัน กลางคืน จะมีประโยชน์อะไรด้วยความลำบากที่ท่านได้รับอยู่นั้น ขอเชิญท่านกลับไปยังเมืองกุสาวดี อันเป็นเมืองของพระองค์เสียเถิด ขอจงไปสถาปนานางยักษิณีซึ่งมีหน้าและทรวดทรงคล้ายกับขนมเบื้องเสมอเช่นกันกับพระองค์แล้ว ทรงเสวยราชสมบัติเถิด ส่วนตัวหม่อมฉันไม่ปรารถนาที่จะให้ท่านผู้มีผิวพรรณอันชั่วช้า ผู้มีทรวดทรงอันไม่งดงามอยู่ในที่นี้ต่อไป
พระโพธิสัตว์เจ้านั้นทรงดีพระทัยว่า เราได้รับถ้อยคำจากพระนางประภาวดีแล้ว จึงได้ตรัสว่า
ประภาวดีเอ๋ย พี่ติดใจในผิวพรรณของเธอ จึงจะจากที่นี้ไปยังเมืองกุสาวดีไม่ได้ พี่มีความพอใจในการเห็นเธอ จึงได้ละทิ้งบ้านเมืองมารื่นรมย์อยู่ในพระราชนิเวศน์ของพระเจ้ามัททราช
ดูก่อน น้องประภาวดี พี่ติดใจในผิวพรรณของเธอจนลุ่มหลง เที่ยวไปยังพื้นแผ่นดิน พี่ไม่รู้จักทิศว่าพี่มาแล้วจากที่ไหน พี่หลงใหลในตัวเธอผู้มีดวงเนตรอันแจ่มใส ดุจดวงตามฤค ผู้ทรงภูษากรองทอง และห้อยสังวาลย์ทอง
ดูก่อนพระน้องนางผู้มีตะโพกอันผึ่งผาย พี่มีความต้องการแต่ตัวเธอเท่านั้น พี่ไม่ต้องการด้วยพระราชสมบัติเลย
เมื่อพระโพธิสัตว์เจ้านั้น ตรัสอย่างนี้แล้ว พระนางเจ้าจึงทรงพระดำริว่า เราด่าว่าพระเจ้ากุสราชด้วยหวังว่าจักให้เธอเจ็บแสบ แต่พระเจ้ากุสราชพระองค์นี้กลับพูดเกี่ยวพันอีก ก็ถ้าเธอจักบอกกล่าวขึ้นว่า เราเป็นพระเจ้ากุสราชแล้วเข้ามาจับมือเรา ใครจะห้ามเธอได้ ใครจะพึงได้ยินถ้อยคำของเราทั้งสองนี้ได้ จึงทรงปิดพระทวารใส่ลิ่มแล้วเสด็จเข้าข้างใน ส่วนพระโพธิสัตว์เจ้านั้นก็ทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยไปเที่ยวแจกภัตตาหารให้พระราชธิดาทั้งหลายได้เสวยแล้ว พระนางประภาวดีทรงส่งนางค่อมไปด้วยพระดำรัสว่า เธอจงไปนำเอาภัตรที่พระเจ้ากุสราชปรุงแล้วมา นางค่อมนั้นนำมาแล้วกราบทูลว่า ขอพระแม่เจ้าจงเสวยเถิด
พระนางตรัสว่า ฉันจะไม่ขอยอมบริโภคภัตรที่พระเจ้ากุสราชนั้นปรุงแล้ว เธอจงบริโภคเสียเองเถิด จงนำเอาผักที่ตนได้มาแล้วจัดแจงหุงต้มภัตรนำมาให้เราแทน และเรื่องที่พระเจ้ากุสราชติดตามมา เธออย่าไปบอกแก่ใคร ๆ นะ
นับแต่นั้นมา นางค่อมก็นำเอาเครื่องเสวยอันเป็นส่วนของพระนางเจ้ามาบริโภคเสียเอง นำเอาอาหารที่เป็นส่วนของตนน้อมเข้าไปถวายพระนางแทน นับแต่นั้นมาแม้พระเจ้ากุสราชก็มิได้ทรงทอดพระเนตรเห็นพระนางอีกเลย จึงทรงพระราชดำริว่า พระนางประภาวดียังมีความเสน่หาในตัวเราหรือว่าไม่มีกันหนอ จำเราจักทดลองดูพระนาง พระโพธิสัตว์เจ้านั้นครั้นทรงให้พระราชธิดาทุกพระองค์เสวยเสร็จแล้ว จึงหาบกระเช้าเครื่องเสวยออกมา พอมาถึงประตูพระตำหนักของพระนาง ก็ทรงกระทืบพื้นปราสาทด้วยพระบาท กระแทกภาชนะทั้งหลายทรงทอดถอนพระทัยใหญ่ ทำเป็นประหนึ่งว่าถึงวิสัญญีสลบ ทรงคู้งอพระองค์ล้มกลิ้งลงไป
ด้วยเสียงที่พระโพธิสัตว์เจ้านั้นทรงทอดถอนพระทัยใหญ่ พระนางจึงทรงเปิดพระทวารออกมา ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์นั้นถูกไม้คานหาบเครื่องเสวยทับเอาจึงทรงดำริว่า พระเจ้ากุสราชนี้เป็นพระราชาผู้เลิศในชมพูทวีปทั้งสิ้น ได้ทรงเสวยความลำบากทั้งกลางคืนและกลางวันเพราะเรา และเพราะพระองค์เป็นสุขุมาลชาติ จึงถูกหาบเครื่องเสวยทับเอาแล้วล้มลง พระองค์ยังมีพระชนม์อยู่หรือสิ้นพระชนม์เสียแล้วหนอ พระนางจึงเสด็จออกจากพระตำหนัก ทรงก้มพระศอลงดูพระพักตร์เพื่อจะตรวจพระวาโยที่ช่องพระนาสิกของพระเจ้ากุสราชนั้น พระเจ้ากุสราชนั้นทรงอมพระเขฬะไว้เต็มพระโอฐ แล้วถ่มรดไปที่พระสรีระของพระนาง พระนางกริ้วต่อพระเจ้ากุสราชนั้นมาก ทรงด่าพระองค์แล้วเสด็จเข้าไปยังพระตำหนัก ทรงปิดพระทวารเสียครึ่งหนึ่งแล้ว ประทับยืนอยู่ ตรัสว่า
ดูก่อนพระเจ้ากุสราช ผู้ใดปรารถนาคนที่เขาไม่ปรารถนาตน ผู้นั้นย่อมมีแต่ความไม่เจริญ หม่อมฉันไม่รักพระองค์ พระองค์ก็จะให้หม่อมฉันรัก เมื่อเขาไม่รัก พระองค์ก็ยังปรารถนาให้เขารัก
ฝ่ายพระเจ้ากุสราชนั้น แม้จะถูกพระนางด่าว่า ก็มิได้ทรงทำความเดือดร้อนใจให้บังเกิดขึ้นเลย เพราะเหตุมีพระทัยปฏิพัทธ์ในพระนางจึงตรัสไปว่า
นรชนใด ได้คนที่เขาไม่รักตัว หรือคนที่รักตัว มาเป็นที่รัก เราสรรเสริญการได้ในสิ่งนี้ ความไม่ได้ในสิ่งนั้นเป็นความชั่วช้า
เมื่อพระเจ้ากุสราชตรัสอยู่อย่างนี้ก็ตาม พระนางก็มิได้ทรงลดละ กลับตรัสพระวาจาแข็งกระด้างยิ่งขึ้น ทรงปรารถนาที่จะให้พระเจ้ากุสราชนั้นเสด็จหนีไปเสียให้พ้น จึงตรัสกลับไปว่า
พระองค์ทรงปรารถนาซึ่งหม่อมฉันผู้ไม่ปรารถนา เปรียบเหมือนพระองค์เอาไม้กรรณิการ์มาแคะเอาเพชรในหิน หรือเหมือนเอาตาข่ายมาดักลมฉะนั้น
พระราชา ได้ทรงสดับพระดำรัสนั้นแล้ว จึงตรัสว่า
หินคงฝังอยู่ในหฤทัยอันมีลักษณะอ่อนละมุนละไมของเธอเป็นแน่ เพราะตั้งแต่ฉันมาจากชนบทภายนอก ยังไม่ได้ความชื่นชมจากเธอเลย แม่ราชบุตรียังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมองดูฉันอยู่ตราบใด ฉันก็คงต้องเป็นพนักงานเครื่องต้นภายในบุรีของพระเจ้ามัททราชอยู่ตราบนั้น ต่อเมื่อใดแม่ราชบุตรียิ้มแย้มแจ่มใสมองดูฉัน ฉันก็จะเลิกเป็นพนักงานเครื่องต้น กลับไปเป็นพระเจ้ากุสราชเมื่อนั้น
พระนางได้ทรงสดับพระดำรัสของพระเจ้ากุสราชนั้นแล้ว จึงทรงดำริว่า พระเจ้ากุสราชนี้ยิ่งพูดยิ่งติดแน่นหนักขึ้น เราจักพูดมุสาวาทให้ท้าวเธอหนีไปเสียจากที่นี้โดยอุบาย จึงตรัสว่า
ก็ถ้าถ้อยคำของโหรทั้งหลาย จักเป็นจริงไซร้ พระองค์คงไม่ใช่พระสวามีของหม่อมฉันแน่แท้ เขาเหล่านั้นคงจะบั่นเราออกเป็น ๗ ท่อนแน่
เนื้อความนั้นมีคำอธิบายว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พวกหมอดูเป็นอันมาก เมื่อถูกถามว่า พระเจ้ากุสราชเป็นพระสวามีของฉันหรือไม่เป็น ดังนี้ พวกหมอดูเหล่านั้นก็จะทำนายว่า ทราบว่าท่านทั้งหลายจงบั่นเราออกเป็น ๗ ท่อนเถิด ท่านจักไม่เป็นพระสวามีของฉันเป็นแน่แท้.
พระราชา ได้ทรงสดับถ้อยคำนั้นแล้ว เมื่อจะทรงคัดค้านพระนางจึงตรัสว่า ดูก่อนพระนางผู้เจริญ หากว่าฉันจะถามหมอดูในบ้านเมืองของฉันบ้าง พวกหมอดูเหล่านั้นต้องพยากรณ์ว่า ขึ้นชื่อว่า พระสวามีของเธอ นอกจากพระเจ้ากุสราชผู้มีพระสุรเสียงดุจราชสีห์แล้ว จะเป็นคนอื่นไปไม่มีเลย แม้ฉันเองก็ต้องกล่าวกะพวกญาติและมิตรของฉันอย่างนี้เหมือนกัน ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถาต่อไปอีกว่า
พระนางทรงสดับถ้อยคำของพระเจ้ากุสราชนั้นแล้วจึงทรงดำริว่า เราไม่สามารถที่จะให้พระเจ้ากุสราชนี้ ทรงละอายหรือหนีพ้นไปได้เลย พระเจ้ากุสราชนี้จะมีประโยชน์อะไรแก่เรา จึงทรงปิดพระทวารไม่ทรงแสดงพระองค์ แม้พระเจ้ากุสราชนั้นก็ทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยกลับลงมาแล้ว ตั้งแต่นั้นก็ไม่ได้ทรงพบเห็นพระนางได้อีกเลย
พระองค์ทรงกระทำการงานหน้าที่ผู้จัดแจงภัตรแสนจะลำบากเป็นอย่างยิ่ง เสวยภัตตาหารเช้าแล้ว ต้อง ทรงผ่าฟืน ล้างภาชนะใหญ่น้อยเสร็จแล้ว เสด็จไปตักน้ำด้วยหาบ เมื่อจะบรรทมก็บรรทมที่ข้างหลังรางน้ำ ตื่นบรรทมก็ตื่นแต่เช้าตรู่ทีเดียว ทรงต้มข้าวยาคูเป็นต้น ทรงหาบไปเองให้พระราชธิดาทั้งหลายเสวย แต่พระองค์ ต้องทรงเสวยทุกข์อย่างสาหัสเช่นนี้ ก็เพราะอาศัยความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิดเพลินติดใจในกามารมณ์
วันหนึ่งพระองค์ทอดพระเนตรเห็นนางค่อมเดินไปข้างประตูห้องเครื่อง จึงตรัสเรียกมา แต่นางค่อมนั้นก็ไม่อาจจะไปเฝ้าพระองค์ได้ เพราะเธอกลัวพระนางประภาวดีจึงรีบเดินหนีไป ลำดับนั้นพระองค์จึงรีบเสด็จติดตามไปทัน แล้วตรัสทักนางค่อมนั้นว่า ค่อมเอ๋ย
นางค่อมนั้นเหลียวกลับมายืนอยู่แล้วถามว่า นั่นใคร แล้วทูลว่า หม่อมฉันไม่ทันได้ยินว่าเป็นพระสุรเสียงของพระองค์
ลำดับนั้น พระเจ้ากุสราชจึงตรัสกะนางค่อมนั้นว่า แน่ะค่อมเอ่ย แหม ! นายของเจ้าช่างจิตใจแข็งเหลือเกินนะ เรามาอยู่ในพระราชวังของพวกเจ้าตลอดกาลเพียงเท่านี้ ยังไม่ได้แม้เพียงการถามข่าวถึงความไม่มีโรคเลย เรื่องอะไรจักให้ไทยธรรม ข้อนั้นจงยกไว้ก่อนเถิด ก็แต่ว่าเจ้าควรจักกระทำพระนางประภาวดีของเราให้ใจอ่อนแล้วให้ได้พบกับเราบ้างเถิด
นางค่อมรับพระราชดำรัสแล้ว ลำดับนั้น พระเจ้ากุสราชจึงตรัสหยอกเย้านางค่อมว่า ถ้าเจ้าสามารถที่จะให้เราได้พบพระนางประภาวดีนั้นได้ เราจักทำความค่อมของเจ้าให้ตรงแล้วจักให้สายสร้อยคอเส้นหนึ่ง ดังนี้แล้ว จึงตรัสว่า
แน่ะนางขุชชา เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว จักให้นายช่างทำเครื่องประดับคอทองคำให้แก่เจ้า ถ้าเจ้าทำให้พระนางประภาวดีผู้มีขาอ่อนงามดังงวงช้าง ให้แลดูเราได้ ให้เจรจากับเราได้ ให้ยิ้มแย้มแก่เราได้ ให้หัวเราะร่าเริงแก่เราได้ ให้มาลูบคลำจับตัวเราด้วยมือของเธอได้
นางค่อมนั้น ได้ฟังถ้อยคำของพระโพธิสัตว์นั้นแล้วจึงทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอเชิญพระองค์เสด็จกลับไปเถิด อีกประมาณสัก ๒ - ๓ วัน หม่อมฉันจักกระทำพระนางให้อยู่ในอำนาจของพระองค์ พระองค์คอยทอดพระเนตรความพยายามของหม่อมฉันเถิด ดังนี้แล้ว จึงตรวจตราดูหน้าที่การงานของตนนั้นเสร็จแล้ว จึงไปยังพระตำหนักของพระนางประภาวดี ทำทีเหมือนว่าปัดกวาดห้องที่ประทับของพระนาง เก็บแม้ก้อนดินที่พอจะใช้ขว้างได้ไม่ให้เหลือเลย โดยที่สุดแม้กระทั่งรองเท้าก็นำออกไป แล้วเก็บกวาดห้องทั้งหมด จัดตั้งที่นั่งสูงคร่อมระหว่างธรณีประตูห้อง ลาดตั่งต่ำอันหนึ่งเพื่อพระนางประภาวดี แล้วทูลว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า เชิญพระแม่เจ้าเสด็จมาเถิด หม่อมฉันจักหาเหาบนศีรษะของพระแม่เจ้าให้ แล้วเชิญให้พระนางประทับนั่งบนตั่งต่ำนั้น วางศีรษะของพระนางไว้ในระหว่างแห่งขาของตนแล้วเลือกหาไข่เหา สักประเดี๋ยวหนึ่งก็ทูลว่า ตายจริง บนศีรษะของพระแม่เจ้านี้มีเหามากมายเหลือเกิน แล้วหยิบเอาเหาจากศีรษะของตนออกมาวางไว้บนพระหัตถ์ของพระนาง แล้วทูลด้วยถ้อยคำอันเป็นที่รักว่า ขอพระแม่เจ้าจงทอดพระเนตรเหาบนศีรษะของพระแม่เจ้าซิว่า มีประมาณเท่าไร
เมื่อจะกล่าวถึงคุณงามความดีของพระมหาสัตว์เจ้า จึงกราบทูลว่า
พระราชบุตรีพระองค์นี้ ย่อมไม่ได้ความสุขสำราญแม้มีประมาณเล็กน้อย ด้วยเครื่องระเบียบดอกไม้ของหอมเครื่องลูบไล้ ผ้า และเครื่องประดับจากในพระราชวังของพระเจ้ากุสราช ผู้เป็นจอมแห่งประชาชนในพระนครกุสาวดีในกาลก่อนแม้สักอย่างเดียวเลย แม้วัตถุเพียงว่าหมากพลูที่พระเจ้ากุสราชจะพระราชทานแก่พระนางนี้ ก็คงจักไม่เคยมีเลย เพราะเหตุไร ? เพราะธรรมดาว่าผู้หญิงทั้งหลาย ย่อมไม่อาจที่จะทำลายหัวใจในสามีผู้นอนทับอวัยวะแม้ในวันหนึ่งได้ ส่วนพระราชบุตรีนี้ ย่อมไม่กระทำแม้เพียงว่าการปฏิสันถารในบุรุษผู้เป็นพนักงานเครื่องต้น ผู้รับจ้าง คือในบุรุษคนหนึ่ง ผู้เข้าถึงความเป็นผู้จัดแจงภัตร แสดงถึงว่าเป็นคนรับจ้าง แต่ไม่มีความต้องการแม้ด้วยราคาค่าจ้าง ละราชสมบัติมา ยอมเสวยทุกข์อยู่อย่างนี้ เพราะอาศัยพระแม่เจ้าผู้เดียวเท่านั้น ข้าแต่พระแม่เจ้า ถ้าแม้พระแม่เจ้าไม่มีความรักในพระเจ้ากุสราชนั้น พระราชาผู้เลิศเด่นในชมพูทวีปทั้งหมด ก็จะทรงลำบากเพราะอาศัยพระแม่เจ้า เพราะฉะนั้น ขอพระแม่เจ้าควรจะพระราชทานอะไร ๆ สักเล็กน้อยแด่พระเจ้ากุสราชนั้นบ้างเถิด
พระนางประภาวดี ได้ทรงสดับถ้อยคำนั้นแล้วก็ทรงโกรธกริ้วต่อนางค่อม ลำดับนั้น นางค่อมจึงคว้าพระนางที่พระศอจับเหวี่ยงเข้าไปในห้อง ส่วนตนยืนอยู่ข้างนอกปิดประตูแล้ว ฉุดเชือกสำหรับชักลูกดาลมาเก็บไว้ พระนางประภาวดีไม่อาจจะทรงจับเชือกนั้นได้ ประทับยืนอยู่ที่ใกล้พระทวาร เมื่อไม่อาจจะทรงเปิดประตูได้ จึงตรัสพระคาถานอกนี้ว่า
นางขุชชานี้ เห็นจะไม่ต้องถูกตัดลิ้นด้วยมีดอันคมเป็นแน่ จึงมาพูดคำหยาบช้าอย่างนี้
ลำดับนั้น นางค่อมก็ยังคงถือเชือกสำหรับชักดาลยืนอยู่นั่นแลทูลว่า ข้าแต่แม่เจ้าผู้หาบุญมิได้ ผู้ว่ายาก รูปร่างของท่านจักกระทำอะไรได้ เราทั้งหลายจักกินรูปร่างของท่านเลี้ยงชีวิตได้หรือ เมื่อจะประกาศคุณงามความดีของพระโพธิสัตว์เจ้า จึงกล่าวคาถาอันมีนามว่า ขุชชาครรชิต (ถ้อยคำข่มขู่ของนางค่อม) ดังต่อไปนี้
ข้าแต่พระนางประภาวดี พระนางอย่าทรงเทียบ พระเจ้ากุสราชนั้น ด้วยพระรูปอันเลอโฉมของ พระนางซิ
ข้าแต่พระนางผู้มีความรุ่งเรือง พระนางจงกระทำไว้ในพระทัยว่า พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้น ทรงมีพระอิสริยยศอันเกรียงไกร ทรงมีพระราชทรัพย์เป็นอันมาก ทรงมีทแกล้วทหารมาก ทรงมีพระราชอาณาจักรกว้างใหญ่.ทรงมีพระสุรเสียงเหมือนเสียงราชสีห์ ทรงเป็นพระมหาราช.ทรงมีพระสุรเสียงไพเราะ.ทรงมีพระสุรเสียงหยดย้อย.ทรงมีพระสุรเสียงกลมกล่อม.ทรงมีพระสุรเสียงอ่อนหวาน.ทรงชำนาญทางศิลปะตั้งร้อยอย่าง.ทรงเป็นกษัตริย์.พระราชาพระองค์นั้น มีพระนามเหมือนกับหญ้าคาที่ท้าวสักกะทรงประทานแล้ว แล้วจงกระทำความรักในพระเจ้ากุสราช ผู้มีความงามชนิดนี้
 
พระนางประภาวดี ทรงได้สดับคำของนางค่อมนั้นแล้ว จึงทรงตวาดนางค่อมว่า แน่ะแม่ค่อม เจ้าออกจะข่มขู่เกินไปแล้ว นางค่อมนั้นก็ข่มขู่พระนางด้วยเสียงอันดังว่า หม่อมฉันรักษาพระนางอยู่ มิได้กราบทูลเรื่องที่พระเจ้ากุสราชเสด็จมาแก่พระราชบิดาของพระนาง เอาละ ถึงอย่างไรในวันนี้หม่อมฉันจักกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ พระนางทรงเกรงว่าจะมีใคร ๆ ได้ยิน จึงตกลงยินยอมนางค่อม.
ลำดับนั้น แม้พระโพธิสัตว์เจ้า เมื่อไม่ได้เห็นพระนาง ทรงลำบากอยู่ด้วยพระกระยาหารที่ไม่ดี ด้วยการบรรทมอย่างลำบาก จึงทรงดำริว่า นางค่อมนี้จะมีประโยชน์อะไรแก่เรา เราอยู่มาตั้ง ๗ เดือนแล้ว ยังไม่ได้เห็นพระนางเลย นางค่อมนี้ ช่างหยาบคายร้ายกาจเสียเหลือเกิน เราจักไปเยี่ยมพระราชมารดาและพระราชบิดาละ
ในขณะนั้นท้าวสักกเทวราชทรงรำพึงอยู่ ก็ทรงทราบว่า พระโพธิสัตว์นั้นทรงเบื่อหน่ายระอาพระทัย จึงทรงดำริว่า พระราชาไม่ได้เห็นพระนางประภาวดีมาถึง ๗ เดือน เราจักทำให้พระราชาได้เห็นสมประสงค์ จึงทรงเนรมิตบุรุษทั้งหลายให้เป็นทูตไปยังพระราชา ๗ พระนคร ทรงส่งข่าวสาสน์ไปเฉพาะแก่พระราชาแต่ละองค์ว่า พระนางประภาวดีทรงละทิ้งพระเจ้ากุสราชกลับมาแล้ว ถ้าพระองค์มีพระประสงค์ก็จงเสด็จมารับเอาพระนางประภาวดีไปเถิด
พระราชาทั้ง ๗ พระนครเหล่านั้น จึงพากันมาพร้อมด้วยบริวารใหญ่ เสด็จถึงกรุงสาคละต่างก็มิได้ทรงทราบถึงเหตุที่ต่างฝ่ายต่างมาของกันและกัน พระราชาเหล่านั้นต่างตรัสถามกันว่า พระองค์เสด็จมาทำไม ครั้นทรงทราบเรื่องราวนั้น ต่างองค์ก็ทรงพิโรธพระเจ้ามัททราชพระองค์นั้น ตรัสกันว่า ได้ยินว่า พระเจ้ามัททราชจักยกลูกสาวคนเดียวให้แก่พระราชา ๗ พระนคร ท่านทั้งหลายจงดูความประพฤติอันไม่สมควรของพระราชานั้น พระองค์ช่างมาเยาะเย้ยพวกเราได้ เราทั้งหลายจงช่วยกันจับท้าวเธอให้ได้เถิด ดังนั้นทุก ๆ พระองค์จึงส่งพระราชสาสน์เข้าไปว่า พระเจ้ามัททราช จงให้พระนางประภาวดีแก่พวกเราหรือว่าจะต่อยุทธ์ แล้วยกพลล้อมพระนครเข้าไว้ พระเจ้ามัททราชทรงสดับพระราชสาสน์ก็ตกพระทัยพระกายสั่น จึงตรัสเรียกอำมาตย์ทั้งหลายมาตรัสถามว่า เราจะทำอย่างไรกันดี
 
ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลพระองค์ว่า ขอเดชะ พระราชาแม้ทั้ง ๗ พระองค์ เสด็จมาเพราะอาศัยพระนางประภาวดี ต่างพระองค์ก็ตรัสว่า ถ้าพระเจ้ามัททราชไม่ให้พระนาง เราทั้งหลายจักพังกำแพงเมืองเข้ามาสู่พระนคร จักยังพระเจ้ามัททราชนั้นให้ถึงความสิ้นชีวิตแล้ว จักพาเอาพระนางประภาวดีนั้นไป ดังนั้นเมื่อกำแพงยังไม่ทันจะพังนี้แหละ พวกเราควรจะรีบส่งพระนางประภาวดีไปให้กษัตริย์เหล่านั้นเสียก่อน
พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงตรัสว่า ถ้าเราส่งนางประภาวดีไปให้แก่กษัตริย์องค์หนึ่ง กษัตริย์ที่เหลือ ก็จักกระทำการรบ เราไม่อาจที่จะให้แก่กษัตริย์เมืองเดียวได้ ก็นางประภาวดีนี้ทิ้งพระราชาผู้เลิศในชมพูทวีปทั้งสิ้นมาเสียด้วยรังเกียจว่า เป็นผู้มีรูปร่างน่าเกลียด บัดนี้จงรับผลของการกลับมานั้นเถิด เราจักฆ่านางเสียแล้วตัดออกเป็น ๗ ท่อน ส่งไปให้แก่พระราชา ๗ พระองค์
ถ้อยคำของพระเจ้ามัททราชนั้นได้แพร่ไปทั่วพระราชนิเวศน์ทั้งสิ้น นางบริจาริกาทั้งหลายก็เข้าไปทูลแด่พระนางประภาวดีว่า ได้ยินว่า พระราชาจะทรงบั่นพระแม่ออกเป็น ๗ ท่อนแล้ว ส่งไปให้พระราชา ๗ พระนคร พระนางทรงสดับคำนั้นแล้ว ก็ทรงหวาดกลัวต่อมรณภัย เสด็จลุกจากที่ประทับมีพระภคินีทั้งหลายแวดล้อมแล้ว เสด็จไปยังพระตำหนักของพระมารดา
พระนางเสด็จไปเฝ้าพระมารดาแล้ว ถวายบังคมพระมารดา ทรงกำสรวลสะอึกสะอื้น กราบทูลว่า
ข้าแต่พระมารดา หน้าของลูกอันผัดแล้วด้วยแป้ง ส่องแล้วที่กระจกเงา งดงาม มีดวงเนตรคมคาย ผุดผ่องเป็นนวลใย จักถูกกษัตริย์ทั้งหลายโยนทิ้งเสียในป่าเป็นแน่แล้ว ฝูงแร้งก็จะพากันเอาเท้ายื้อแย่งผมของลูกอันดำ มีปลายงอน ละเอียดอ่อน ลูบไล้ด้วยน้ำมันหอมแก่นจันทน์ ในท่ามกลางป่าช้าอันเปรอะเปื้อนเป็นแน่ แขนอ่อนนุ่มทั้งสองของลูกอันมีเล็บแดง มีขนละเอียด ลูบไล้ด้วยจุณจันทน์ ก็จะถูกกษัตริย์ทั้งหลายตัดทิ้งเสียในป่า และฝูงกาก็จะโฉบคาบเอาไปตามความปรารถนาเป็นแน่ สุนัขจิ้งจอกมาเห็นถันทั้งสองของลูก เช่นกับผลตาลอันห้อยอยู่ ซึ่งลูบไล้ด้วยกระแจะจันทน์แคว้นกาสี ก็จะยืนคร่อมที่ถันทั้งสองของลูกเป็นแน่ เหมือนลูกอ่อนที่เกิดแต่ตนของมารดา ตะโพกอันกลมผึ่งผายของลูก ผูกรัดด้วยสร้อยสะอิ้งทอง ก็จะถูกกษัตริย์ทั้งหลายตัดเป็นชิ้น ๆ แล้วโยนทิ้งไปในป่า ฝูงสุนัขจิ้งจอกก็จะพากันมาฉุดคร่าไปกิน ฝูงสุนัขป่า ฝูงกา ฝูงสุนัขจิ้งจอกและสัตว์ที่มีเขี้ยวเหล่าอื่น ซึ่งมีอยู่ได้กินนางประภาวดีแล้ว คงไม่รู้จักแก่กันเป็นแน่
ข้าแต่พระมารดา ถ้ากษัตริย์ทั้งหลายผู้มาแต่ที่ไกล ได้นำเอาเนื้อของลูกไปหมดแล้ว พระมารดาได้ทรงโปรดขอเอากระดูกมาเผาเสียในระหว่างทางใหญ่ ขอพระมารดาได้สร้างสวนดอกไม้แล้ว จงปลูกต้นกรรณิการ์ในสวนเหล่านั้น ข้าแต่พระมารดา ในกาลใด ดอกกรรณิการ์เหล่านั้นเบ่งบานแล้ว ในเวลาหิมะตกในฤดูเหมันต์ ในกาลนั้น ขอพระมารดา พึงระลึกถึงลูกว่า ประภาวดีมีผิวพรรณอย่างนี้
พระนางประภาวดีนั้นถูกมรณภัยคุกคามแล้ว จึงทรงบ่นเพ้ออยู่บนพระตำหนักของพระมารดาด้วยประการฉะนี้ ฝ่ายพระเจ้ามัททราชก็ตรัสสั่งอำมาตย์ให้ถือขวานและระฆังแล้วทรงบังคับว่า นายเพชฌฆาตผู้ฆ่าโจร จงมาในที่นี้เดี๋ยวนี้ การที่นายเพชฌฆาตนั้นเข้ามา ก็ปรากฏทั่วไปในเรือนหลวงทั้งสิ้น ลำดับนั้น พระมารดาของพระนางประภาวดีทรงสดับว่า นายเพชฌฆาตนั้นมาแล้ว ก็เสด็จลุกจากอาสนะเสด็จไปยังพระตำหนักของพระราชาแล้วประทับยืนอยู่ ทอดพระเนตรเห็นขวานและธนู ที่เขาวางไว้บนพื้นใหญ่ข้างพระพักตร์พระราชา อันประดับประดาแล้ว ณ ภายในบุรี จึงทรงรำพันว่า
พระองค์จะทรงฆ่าพระธิดาของหม่อมฉัน บั่น ให้เป็นท่อน ๆ ด้วยดาบนี้ แล้วจะประทานแก่กษัตริย์ ทั้งหลาย แน่หรือเพคะ
ลำดับนั้น พระราชาเมื่อจะทรงให้พระเทวีนั้นรู้สำนึก จึงตรัสว่า ดูก่อนพระเทวี ท่านพูดอะไร ก็พระธิดาของท่านมาทอดทิ้งพระราชาผู้เลิศในชมพูทวีปทั้งสิ้น ด้วยรังเกียจว่ามีรูปร่างชั่วช้า บัดนี้ จงรับผลแห่งความเป็นอิสระของตนเถิด พระนางได้ทรงสดับพระราชดำรัสของท้าวเธอแล้ว จึงเสด็จไปยังพระตำหนักของพระธิดา ทรงรำพันเพ้อตรัสว่า
พระลูกน้อยเอ๋ย พระราชบิดาไม่ทรงกระทำตามคำของแม่ผู้ใคร่ประโยชน์ เจ้านั้นจะเปรอะเปื้อนโลหิต ไปสู่สำนักพระยายมในวันนี้ ถ้าบุรุษผู้ใดไม่ทำตามคำของบิดามารดาผู้เกื้อกูลมองเห็นประโยชน์ บุรุษผู้นั้นย่อมได้รับโทษอย่างนี้ และจะต้องเข้าถึงโทษที่ลามกกว่า ในวันนี้ ถ้าลูกจะทรงไว้ซึ่งกุมารทรงโฉมงดงาม ดังสีทอง เป็นกษัตริย์เกิดกับพระเจ้ากุสราช สวมสร้อยสังวาลย์แก้วมณีแกมทองอันหมู่พระญาติบูชาแล้วไซร้ ลูกก็จะไม่ต้องไปยังสำนักของพระยายม
กหญิงเอ๋ย เสียงกลองชัยเภรีดังอยู่อึงมี่ และเสียงช้างร้องก้องอยู่ในตระกูลแห่งกษัตริย์ทั้งหลายใด ลูกเห็นอะไรเล่าหนอที่มีความสุขยิ่งกว่าตระกูลนั้น จึงได้มาเสีย เสียงม้าศึกคึกคะนองร้องคำรนอยู่ที่ประตู เสียงกุมารร้องรำทำเพลงอยู่ในตระกูลกษัตริย์ทั้งหลาย ลูกเห็นอะไรเล่าหนอ ที่มีความสุขยิ่งไปกว่าตระกูลนั้น จึงได้มาเสีย ในตระกูลแห่งกษัตริย์ทั้งหลาย มีนกยูง นกกระเรียนและนกดุเหว่า ส่งเสียงร้องก้องเสนาะ ไพเราะจับใจ ลูกเห็นอะไรเล่าหนอที่จะมีความสุขยิ่งไปกว่าตระกูลนั้น จึงได้มาเสีย
พระเทวีนั้น ทรงเจรจากับพระนางประภาวดีด้วยประการฉะนี้แล้ว จึงทรงดำริว่า ถ้าในวันนี้ พระเจ้ากุสราชผู้เป็นจอมแห่งชนประทับอยู่ในที่นี้ไซร้ ก็จะทรงออกตีพระราชาทั้ง ๗ พระนครเหล่านี้ให้แตกหนีไป พึงเปลื้องเสียซึ่งพระลูกของเราให้พ้นจากความทุกข์แล้วพึงพาลูกของเรากลับไป แล้วตรัสว่า
พระเจ้ากุสราช ผู้มีพระปรีชาอย่างยอดเยี่ยม ผู้ย่ำยีกษัตริย์ทั้ง ๗ พระนคร ทรงปราบปรามแคว้นอื่นให้พ่ายแพ้ พึงทรงปลดเปลื้องเราทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์ได้ พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้นประทับอยู่ที่ไหนหนอ.
ในลำดับนั้น พระนางประภาวดีจึงทรงดำริว่า เมื่อมารดาของเราพรรณนาคุณของพระเจ้ากุสราชอยู่ เราจักบอกว่าพระเจ้ากุสราชนั้นทรงทำการงานในหน้าที่พนักงานห้องเครื่องต้น ประทับอยู่ในที่นี้นั่นแหละ แด่พระมารดานั้นก่อน จึงทูลว่า
พระเจ้ากุสราชผู้มีพระปรีชาอย่างยอดเยี่ยม ผู้ย่ำยีกษัตริย์ทั้ง ๗ พระนคร ทรงปราบปรามแคว้นอื่นให้พ่ายแพ้ จักทรงกำจัดกษัตริย์เหล่านั้นทั้งหมดได้ พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้นประทับอยู่ที่นี่แหละเพคะ.
ลำดับนั้น พระมารดาของพระนางประภาวดีนั้น จึงทรงดำริว่า ลูกเราคนนี้ เห็นจะหวาดกลัวต่อมรณภัย จึงละเมอเพ้อไป ดังนี้แล้ว จึงตรัสว่า
เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือไร จึงได้พูดอย่างนี้ หรือว่าเจ้าเป็นอันธพาล จึงได้พูดอย่างนี้ ถ้าพระเจ้ากุสราชเสด็จมาจริง ทำไมพวกเราจะไม่รู้จักพระองค์เล่า.
เมื่อพระมารดาตรัสอย่างนี้ พระนางประภาวดีจึงทรงดำริว่า พระมารดาของเราไม่ยอมเชื่อ และไม่ทรงทราบว่าพระเจ้ากุสราชพระองค์นั้นเสด็จมาประทับอยู่ในที่นี้ถึง ๗ เดือนแล้ว เราจักแสดงพระเจ้ากุสราชนั้นแก่ พระมารดา จึงจับพระหัตถ์พระมารดา ทรงเปิดบานพระแกล ทรงยื่นพระหัตถ์ออกไปแล้ว ทรงชี้ให้ทอดพระเนตร พร้อมกราบทูลว่า
พระเจ้ากุสราชนั้น ทรงปลอมพระองค์เป็นบุรุษ พนักงานเครื่องต้น ทรงพระภูษาหยักรั้งมั่นคง กำลังก้มพระองค์ล้างหม้ออยู่ในระหว่างพระตำหนักของพระกุมารีทั้งหลายเพคะ.
ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์เจ้าทรงพระดำริว่า วันนี้ ความปรารถนาของเราคงถึงที่สุด พระนางประภาวดีกลัวตายหนักเข้าคงทูลพระมารดาและพระบิดาให้ทรงทราบว่า เรามาอยู่ที่นี่เป็นแน่แท้ เราจะจัดแจงล้างถ้วยชามแล้ว จักเก็บไว้ ดังนี้แล้ว จึงเสด็จไปตักน้ำมาแล้ว ก็ลงมือล้างถ้วยชามทั้งหลายอยู่ ลำดับนั้น พระมารดาจึงบริภาษพระนางว่า
เจ้าเป็นหญิงชั่วช้าจัณฑาลหรือ หรือว่าเจ้าเป็นหญิงประทุษร้ายตระกูล เจ้าเกิดแล้วในตระกูลพระเจ้ามัททราช เหตุใดจึงทำพระสวามีให้เป็นทาส.
ในลำดับนั้น พระนางประภาวดีทรงพระดำริว่า พระมารดาของเราเห็นจะไม่ทรงทราบว่า พระเจ้ากุสราชนี้ เสด็จมาประทับอย่างนี้เพราะเรา จึงทูลว่า
หม่อมฉันไม่ได้เป็นหญิงชั่วช้าจัณฑาล ไม่ใช่เป็นหญิงประทุษร้ายตระกูล นั่นพระเจ้ากุสราช พระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช ขอความเจริญจงมีแด่ พระมารดา แต่พระมารดาทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส
บัดนี้ พระนางประภาวดี เมื่อจะทรงพรรณนาถึงพระเกียรติยศของพระเจ้า กุสราชพระองค์นั้น จึงทูลว่า
ขอความเจริญจงมีแด่พระมารดา พระราชาพระองค์ใดทรงเชื้อเชิญพราหมณ์สองหมื่นคน ให้บริโภค ภัตตาหารในกาลทุกเมื่อ พระราชาพระองค์นั้น คือ พระเจ้ากุสราชพระโอรสแห่งพระเจ้าโอกกากราช แต่ว่าพระมารดาเข้าพระทัยว่าเป็นทาส
 
ขอความเจริญจงมีแด่พระมารดา เจ้าพนักงานทั้งหลาย เตรียมช้างไว้สองหมื่นเชือกในกาลทุกเมื่อ เพื่อพระราชาพระองค์ใด พระราชาพระองค์นั้น คือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช แต่ว่าพระมารดาเข้าพระทัยว่าเป็นทาส
ขอความเจริญจงมีแด่พระมารดา เจ้าพนักงานทั้งหลาย เตรียมรถไว้สองหมื่นคัน ในกาลทุกเมื่อ เพื่อพระราชาพระองค์ใด พระราชาพระองค์นั้น คือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช แต่ว่าพระมารดาเข้าพระทัยว่า เป็นทาส
ขอความเจริญจงมีแด่พระมารดา เจ้าพนักงานทั้งหลาย เตรียมรีดนมโคไว้สองหมื่นตัวในกาลทุกเมื่อ เพื่อพระราชาพระองค์ใด พระราชาพระองค์นั้น คือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช แต่ว่าพระมารดาเข้าพระทัยว่าเป็นทาส
ก็เมื่อพระนางประภาวดีนั้น ทรงพรรณนาถึงพระอิสริยยศ ของพระมหาโพธิสัตว์อย่างนี้แล้ว ลำดับนั้น พระมารดาของพระนางก็ทรงเชื่อ ด้วยทรงพระดำริว่า ลูกสาวของเราคนนี้ กล่าวถ้อยคำอย่างไม่สะทกสะท้าน ถ้อยคำนี้คงเป็นอย่างนี้แน่ จึงรีบเสด็จไปยังพระตำหนักของพระราชา กราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบ
ท้าวเธอก็เสด็จไปยังพระตำหนักของพระนางประภาวดีโดยด่วน ตรัสถามว่า เป็นความจริงหรือลูก ได้ยินว่า พระเจ้ากุสราช เสด็จมาในที่นี้
พระนางประภาวดีกราบทูลว่า เป็นความจริงเช่นนั้น ข้าแต่พระบิดา พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้นทรงทำหน้าที่พนักงานเครื่องต้นแก่พระธิดาทั้งหลายของพระองค์ ถึงวันนี้ล่วงไปได้ ๗ เดือนแล้ว
ท้าวเธอยังไม่ทรงเชื่อพระนาง จึงตรัสถามนางค่อม นางก็กราบทูลตามความเป็นจริงทุกประการ พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว เมื่อจะทรงติเตียนพระธิดา จึงตรัสว่า
ดูก่อนเจ้าผู้เป็นพาล เจ้ากระทำกรรมอันชั่วร้ายเหลือเกินที่เจ้าไม่บอกพ่อว่า พระเจ้ากุสราชผู้เป็น กษัตริย์ มีทหารแกล้วทหารมาก ผู้เป็นพระยาช้าง มาด้วยเพศแห่งกบ
พระราชาพระองค์นั้น ครั้นทรงติเตียนพระธิดาแล้ว ก็รีบเสด็จไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์นั้นโดยด่วน ทรงมีปฏิสันถารอันพระโพธิสัตว์ทรงกระทำแล้ว จึงทรงประคองอัญชลี เมื่อจะทรงแสดงโทษของพระองค์ จึงตรัส ว่า
ข้าแต่พระมหาราชผู้จอมทัพ ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดงดโทษแก่หม่อมฉันด้วย ที่ไม่ทราบว่าพระองค์เสด็จมาในที่นี้ ด้วยเพศที่ไม่มีใครรู้จักด้วยเถิด
พระมหาสัตว์เจ้า ทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงทรงพระดำริว่า ถ้าเราจักกล่าวคำตัดพ้อต่อว่าขึ้น หัวใจของท้าวเธอ ก็จักแตกเสียในที่นี้เป็นแน่ เราควรจักเอาใจท้าวเธอไว้ ประทับยืนอยู่ในระหว่างภาชนะทีเดียว ตรัสว่า
คนเช่นหม่อมฉันมิได้ปกปิดเลย หม่อมฉันนั้นเป็นพนักงานเครื่องต้น พระองค์เท่านั้นทรงเลื่อมใสแก่หม่อมฉัน ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ แต่พระองค์ไม่มีกรรมชั่วช้าที่หม่อมฉันจะต้องอดโทษ
พระราชา ทรงได้รับปฏิสันถารจากสำนักของพระโพธิสัตว์เจ้านั้นแล้ว จึงเสด็จขึ้นสู่ปราสาท รีบตรัสสั่งให้หาพระนางประภาวดีมาเฝ้า ทรงหวังจะส่งไปเพื่อต้องการให้อดโทษ จึงตรัสว่า
ดูก่อนเจ้าคนพาล เจ้าจงไปขอขมาโทษพระเจ้ากุสราชผู้มีกำลังมากเสียเถิด พระเจ้ากุสราชที่เจ้าขอ ขมาแล้ว จักประทานชีวิตให้เจ้า.
พระนางประภาวดีนั้น ได้สดับพระดำรัสของพระบิดาแล้ว จึงพร้อมด้วยพระภคินีทั้งหลาย และพวกนางบริจาริกาเป็นจำนวนมาก เสด็จไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์นั้น ฝ่ายพระโพธิสัตว์เจ้านั้นประทับยืนอยู่ด้วยเพศแห่งคนล้างหม้อเช่นนั้นแล ทรงทราบว่า พระนางประภาวดีนั้นเสด็จมายังสำนักของพระองค์ จึงทรงพระดำริว่า วันนี้เราจักทำลายมานะของแม่ประภาวดี ให้นางหมอบลงในโคลนใกล้เท้าของเราให้จงได้ จึงทรงราดน้ำที่พระองค์ตักมาทั้งหมด ทรงเหยียบย่ำที่ประมาณเท่ามณฑลแห่งลานนวดข้าวทำให้เป็นโคลนไปหมด
พระนางประภาวดีนั้น เสด็จไปยังสำนักของพระเจ้ากุสราชผู้พระโพธิสัตว์นั้น ทรงหมอบลงที่ใกล้พระบาทของพระองค์ ประทับนั่งที่โคลนแล้ว ทรงขอโทษพระโพธิสัตว์นั้น
พระนางประภาวดี ได้ซบพระเศียรลงกอดพระบาทพระเจ้ากุสราช และเมื่อจะขอให้พระโพธิสัตว์เจ้านั้น ทรงอดโทษ จึงได้ตรัสว่า
ราตรีเหล่านี้ที่ล่วงไป เว้นจากพระองค์นั้นเพียงใด หม่อมฉันขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์ด้วยเศียรเกล้าเพียงนั้น ขอพระองค์โปรดอย่าทรงพิโรธหม่อมฉันเลย หม่อมฉันขอตั้งสัตว์ปฏิญาณแก่พระองค์ โปรดทรงสดับหม่อมฉันเถิด เพคะ หม่อมฉันจะไม่พึงทำความชิงชัง แก่พระองค์อีกต่อไปละ ถ้าพระองค์จะไม่ทรงโปรดกระทำตามคำของหม่อมฉัน ผู้ทูลวิงวอนอยู่เช่นนี้ พระบิดาคงเข่นฆ่าหม่อมฉัน แล้วทรงประทานแก่กษัตริย์ทั้งหลาย ณ กาลบัดนี้เป็นแน่
พระราชาได้ทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงทรงพระดำริว่า ถ้าเราจักพูดว่า เธอคนเดียวเท่านั้น จักรู้เรื่องนี้ ดังนี้ หัวใจของนางก็จักแตก เราจักปลอบใจเธอ แล้วจึงตรัสว่า
เมื่อพระน้องรักอ้อนวอนอยู่อย่างนี้ ไฉนพี่จักไม่ทำตามคำของพระน้องเล่า พี่ไม่โกรธพระน้องเลย นะคนงาม อย่ากลัวเลยประภาวดี พี่ขอตั้งสัตย์ปฏิญาณต่อพระน้อง โปรดขอจงทรงฟังพี่เถิดนะ พระราชบุตรี พี่จะไม่พึงกระทำความเกลียดชัง แก่พระน้องนางอีกต่อไปละ ดูก่อนน้องประภาวดี ผู้มีตะโพกอันกลมผึ่งผาย พี่สามารถจะทำลายตระกูลกษัตริย์มัททราชมากมายแล้ว นำพระน้องนางไปได้ แต่เพราะความรักพระน้องนาง พี่จึงสู้ยอมทนทุกข์มากมาย
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์เจ้านั้น ทอดพระเนตรเห็นพระนางประภาวดี พระอัครมเหสีของพระองค์ ประหนึ่งว่า เทพกัญญาผู้เป็นบริจาริกาของท้าวสักกเทวราช ก็ทรงยังขัตติยมานะให้บังเกิดขึ้น ทรงพระดำริว่า ได้ทราบว่า เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ทั้งคน พระราชาทั้งหลายเหล่าอื่น จักมาแย่งเอาพระอัครมเหสีของเราไปเชียวหรือ จึงทรงแสดงท่าทางอันสง่าเสด็จลงไปยังพระลานหลวงประดุจราชสีห์ ทรงประกาศบันลือเปล่งเสียงโห่ร้องตบพระหัตถ์อยู่เอ็ดอึงว่า ชาวเมืองทั้งสิ้นจงทราบเถิดว่า เรามาแล้ว ตรัสสั่งว่า บัดนี้ เราจักจับกษัตริย์ทั้ง ๗ พระนครเหล่านั้น จับให้ได้ทั้งเป็น ท่านทั้งหลายจงจัดแจงเทียมรถเป็นต้นมาให้เรา
พระโพธิสัตว์เจ้านั้น ทรงส่งพระเจ้ามัททราชไปด้วยพระดำรัสว่า ขึ้นชื่อว่า การจับพระราชาทั้ง ๗ พระนคร เป็นหน้าที่ของหม่อมฉันเอง พระองค์จงเสด็จไปสรงสนาน ทรงประดับร่างกายแล้ว เสด็จขึ้นไปยังปราสาทเถิด ฝ่ายพระเจ้ามัททราชก็ได้ทรงส่งพวกอำมาตย์ไปเพื่อทำการอุปัฏฐากพระโพธิสัตว์เจ้านั้น พวกอำมาตย์เหล่านั้น พากันจัดแจงกั้นพระวิสูตรล้อมรอบที่ประตูห้องเครื่องต้นนั้นทีเดียว แล้วให้พวกเจ้าพนักงานช่างกัลบก เข้าไป ตัดพระเกศา ปลงพระมัสสุพระโพธิสัตว์เจ้านั้น พระองค์ทรงใช้ช่างทำการปลงพระมัสสุเสร็จแล้ว ทรงสรงสนานชำระพระเศียรเกล้า ทรงประดับเครื่องแต่งตัวสำหรับกษัตริย์ทั้งหมด มีอำมาตย์ทั้งหลายห้อมล้อมเป็นบริวาร เสด็จขึ้นสู่ปราสาท ทอดพระเนตรดูไปรอบ ๆ ทุกทิศแล้ว ทรงปรบพระหัตถ์อยู่ ฉาดฉาน สถานที่ที่พระองค์ทรงมองดูแล้วก็หวั่นไหว พระองค์จึงตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงคอยดูการบุกเข้าต่อสู้กับข้าศึกของเราในบัดนี้
ลำดับนั้น พระเจ้ามัททราช ทรงส่งช้างตัวประเสริฐอันประดับแล้ว มีควาญช้างประจำพร้อมเสร็จไปถวาย ท้าวเธอเสด็จขึ้นประทับบนคอช้างซึ่งมีเศวตฉัตรอันยกขึ้นแล้ว ตรัสว่า พวกท่านทั้งหลายจงพาพระนางประภาวดีมาเถิด แล้วให้พระนางประทับนั่ง ณ เบื้องพระปฤษฎางค์ อันจตุรงคินีเสนาแวดล้อมเป็นกระบวนทัพ เสด็จออกทางประตูด้านทิศปราจีน ทอดพระเนตรเห็นกองทัพของข้าศึก จึงเปล่งพระสุรสีหนาทขึ้น ๓ ครั้งว่า เราคือพระเจ้ากุสราช ใครรักชีวิต ก็จงยอมอ่อนน้อมกับเราเสียเถิด
กษัตริย์ ๗ พระนครทรงสดับพระสุรสีหนาทของพระเจ้ากุสราช ถูกความกลัวแต่เสียงของพระเจ้ากุสราชคุกคามแล้วพากันแตกหนีไปเหมือนดังฝูงมฤค พอได้ยินเสียงของราชสีห์ ก็พากันหนีไป ฉะนั้น พวกพลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า ก็พากันแตกตื่นเหยียบย่ำกันและกัน ท้าวสักกะจอมเทพได้ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ทรงมีชัยในท่ามกลางสงครามนั้น มีพระทัยชื่นชมยินดี จึงพระราชทานแก้วมณีดวงหนึ่ง ชื่อว่า เวโรจนะ แก่พระมหาโพธิสัตว์เจ้านั้น
พระเจ้ากุสราชทรงชนะสงครามได้แก้วมณีอันรุ่งโรจน์ แล้วเสด็จประทับบนคอช้างสาร เสด็จเข้าสู่พระนคร รับสั่งให้จับกษัตริย์ ๗ พระนครทั้งเป็น ให้มัดนำเข้าถวายพระสัสสุระทูลว่า ขอเดชะ กษัตริย์เหล่านี้ เป็นศัตรูของพระองค์ ศัตรูทั้งหมดซึ่งคิดจะกำจัดพระองค์เสียนี้ ตกอยู่ในอำนาจของพระองค์แล้ว เชิญทรงกระทำตามพระประสงค์เถิด พระองค์ทรงกระทำกษัตริย์เหล่านั้นให้เป็นทาสแล้ว จะทรงปล่อย หรือจะทรงประหารเสีย ตามแต่พระทัยเถิด
พระราชา ตรัสว่า
กษัตริย์เหล่านี้ เป็นศัตรูของพระองค์ มิได้เป็นศัตรูของหม่อมฉัน ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์เป็นใหญ่กว่าหม่อมฉัน จะทรงปล่อยหรือจะทรงประหารศัตรูเหล่านั้นก็ตามเถิด
พระเจ้ามัททราชตรัสอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์จึงทรงพระดำริว่า ประโยชน์อะไร เราจะฆ่าพวกกษัตริย์เหล่านี้ การมาของกษัตริย์ทั้ง ๗ พระนครเหล่านั้น อย่าได้เปล่าจากประโยชน์เสียเลย พระธิดาของพระเจ้ามัททราชซึ่งเป็นพระกนิษฐภคินีของพระนางประภาวดี ก็มีอยู่ถึง ๗ พระองค์ เราจักยกพระนางให้แก่กษัตริย์ทั้ง ๗ พระนครเหล่านั้น ดังนี้แล้ว จึงตรัสคาถาว่า
พระราชธิดาของพระองค์ ล้วนทรงงดงามดังเทพกัญญา มีอยู่ถึง ๗ พระองค์ ขอพระองค์โปรดพระราช ทานแก่กษัตริย์ทั้ง ๗ นั้นองค์ละองค์ ขอกษัตริย์เหล่านั้นจงเป็นพระชามาดาของพระองค์เถิด.
พระเจ้ามัททราชทรงสดับคำนั้นแล้ว ก็เต็มพระทัยที่จะพระราชทานพระธิดาทั้งหลายของพระองค์ จึงตรัสว่า
ข้าแต่ มหาราชเจ้า ผู้เป็นจอมแห่งชนชาวแคว้นกุสะ พระองค์พูดอะไรเช่นนั้น พระองค์ผู้เดียวเป็นใหญ่เหนือพวกหม่อมฉันหมด คือ พระราชาทั้ง ๗ พระนครเหล่านี้ด้วย เหนือหม่อมฉันด้วย และเหนือพวกลูก ๆ ของหม่อมฉันเหล่านี้ด้วย พระองค์ทรงประสงค์พระธิดาพระองค์ใด เพื่อกษัตริย์พระองค์ใด ก็จงประทานพระธิดาองค์นั้น แก่กษัตริย์พระองค์นั้นเถิด.
พระมหาสัตว์เจ้า จึงตรัสสั่งให้พวกเจ้าพนักงานตกแต่งพระธิดาของพระเจ้ามัททราชทั้ง ๗ พระองค์เหล่านั้น แล้วพระราชทานแก่พระราชาทั้ง ๗ พระองค์นั้น องค์ละองค์
ในกาลนั้น พระเจ้ากุสราชผู้มีพระสุรเสียงดังเสียงราชสีห์ ได้ทรงยกพระราชธิดาของพระเจ้ามัททราช ประทานให้แก่กษัตริย์ ๗ พระองค์นั้นองค์ละองค์ กษัตริย์ทั้ง ๗ พระองค์ทรงอิ่มพระทัยด้วยลาภนั้น  ทรงขอบพระคุณพระเจ้ากุสราชแล้วพากันเสด็จกลับไปยังพระนครของตน ๆ ในขณะนั้นทีเดียว
ฝ่ายพระเจ้ากุสราช ทรงพาพระนางประภาวดี และดวงแก้วมณีอันงามรุ่งโรจน์เสด็จกลับยังกรุงกุสาวดี เมื่อพระเจ้ากุสราชและพระนางประภาวดีทั้ง ๒ พระองค์นั้น ประทับอยู่ในพระราชรถคันเดียวกัน เสด็จเข้ากรุงกุสาวดี มีพระฉวีวรรณและพระรูปพระโฉมทัดเทียมกัน มิได้ทรงงดงามยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย ได้ยินว่า พระมหาโพธืสัตว์มีพระรูปโฉมงดงาม มีผิวพรรณดุจดังสีทอง ถึงความเป็นผู้ล้ำเลิศด้วยความงาม เพราะอานุภาพของแก้วมณี
ลำดับนั้น พระมารดาของพระมหาสัตว์เจ้านั้น ทรงสดับว่า พระมหาโพธิสัตว์เสด็จกลับมา จึงให้พวกราชบุรุษตีกลองป่าวร้องไป ทั่วพระนคร แล้วทรงถือเครื่องบรรณาการเป็นอันมาก เสด็จออกไปต้อนรับพร้อมด้วยพระชยัมบดีราชกุมาร แล้วเสด็จกลับมาด้วยกัน ก็พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้น ทรงกระทำประทักษิณพระนครพร้อมกับพระชนนี ตรัสให้เล่นการมหรสพสมโภช ๗ วัน แล้วเสด็จขึ้นสู่พื้นปราสาทอันประดับประดาแล้ว พระภัสดาและพระชายาแม้ทั้ง ๒ พระองค์นั้น ก็ได้มีความสามัคคีกัน ตั้งแต่นั้นมา พระเจ้ากุสราชและพระนาง ประภาวดี ก็ทรงสมัครสมานสามัคคีกัน ทรงรื่นเริงบันเทิงอยู่ ทรงปกครองแผ่นดินให้รุ่งเรืองสุขสำราญ ตลอดพระชนมายุทั้ง ๒ พระองค์ ด้วยประการฉะนี้
 





ที่มา : http://group.wunjun.com/leavesofeden/topic/136591-3325