kkdee.com, Plateform for Good Content.

หน้าหลัก / นิทาน / ชาดก


นิทานชาดกเรื่อง สีลวีมังสชาดก:ธรรมที่นำความสุขมาให้

สีลวีมังสชาดก: ธรรมที่นำความสุขมาให้


พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ พราหมณ์ผู้ทดลองศีล จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้

 

เรื่องปัจจุบันนิทานแม้ทั้งสองเรื่อง ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังทีเดียว (คือใน สีลวีมังสนชาดก เอกนิบาต และ สีลวีมังสชาดก ติกนิบาต) ส่วนในชาดกนี้ พระโพธิสัตว์ได้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าพาราณสี เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นจะทดลองศีลของตน จึงถือเอากหาปณะจากแผ่นกระดานสำหรับนับเงินไป ๓ วัน ราชบุรุษทั้งหลาย จึงแสดงพระโพธิสัตว์นั้นแก่พระราชาว่าเป็นโจร พระโพธิสัตว์นั้น ยืนอยู่ในสำนักของพระราชา พรรณนาศีลด้วยคาถาที่ ๑ นี้ว่า :

 

[๖๑๘] ได้ยินว่า ศีลแล เป็นความงาม ศีลเป็นเยี่ยมในโลก ขอพระองค์จง

 

ทอดพระเนตรงูใหญ่ มีพิษร้าย ย่อมไม่เบียดเบียนผู้อื่น ด้วยมารู้สึกตัวว่า

 

เป็นผู้มีศีล.

 

แล้วทูลขอให้พระราชาทรงอนุญาตบรรพชาแล้วไปบรรพชา

 

ครั้งนั้น เหยี่ยวเฉี่ยวเอาชิ้นเนื้อในร้านขายเนื้อสัตว์แห่งหนึ่ง แล้วบินไปทางอากาศ นกทั้งหลายอื่นจึงล้อมจิกตีมันด้วยเล็บเท้าและจะงอยปากเป็นต้น เหยี่ยวนั้นไม่สามารถอดทนความทุกข์นั้นได้ จึงทิ้งชิ้นเนื้อ นกตัวอื่นก็คาบเอาไป แม้นกตัวนั้นก็เช่นกัน ก็ถูกนกตัวอื่นรุมแย่งเอาเหยื่อ เมื่อถูกเบียดเบียนอย่างนั้นเข้า ก็ทิ้งชิ้นเนื้อนั้น ทีนั้น นกตัวอื่น ๆ ก็คาบเอาไป รวมความว่า นกใด ๆ คาบเอาไป นกทั้งหลายก็ติดตามนกนั้น ๆ ไป นกใด ๆ ทิ้ง นกนั้น ๆ ก็มีความสบาย

 

พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้นจึง คิดว่า ขึ้นชื่อว่ากามทั้งหลายนี้เปรียบด้วยชิ้นเนื้อ เมื่อเป็นอย่างนั้น คนที่ยึดไว้เหล่านั้นเท่านั้นจึงเป็นทุกข์ เมื่อสละเสียได้ก็เป็นสุข แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :

 

[๖๑๙] นกตะกรุมทั้งหลายในโลก พากันล้อมจิกชิ้นเนื้อที่เหยี่ยวคาบอยู่ในปาก

 

ชั่วเวลาที่มันคาบชิ้นเนื้อนิดหน่อยอยู่เท่านั้น หาได้เบียดเบียนคนที่ไม่มี

 

ความกังวลไม่.

 

อธิบายว่า ตราบใดที่เหยี่ยวนั้นยังคาบชิ้นเนื้ออยู่ นกตะกรุมทั้งหลายในโลกนี้ ก็พากันรุมจิกเหยี่ยวนั้นอยู่เพียงนั้น แต่เมื่อเหยี่ยวนั้นปล่อยชิ้นเนื้อนั้นเสีย นกที่เหลือก็ย่อมไม่เบียดเบียนเหยี่ยวนั้นผู้ซึ่งไม่มีเครื่องทำให้ตนต้องกังวลอีกต่อไปแล้ว

 

พระโพธิสัตว์นั้นออกจากพระนครแล้ว ในตอนเย็นได้นอนอยู่ในเรือนของคนผู้หนึ่งในระหว่างทาง ในเรือนนั้นนางทาสีชื่อปิงคลา ได้นัดแนะเวลากับชายผู้หนึ่งว่า ให้มาในเวลานั้น ๆ นางล้างเท้าของนายทั้งหลายแล้ว เมื่อนายทั้งหลายนอนแล้ว นั่งคอยการมาของชายผู้นั้นอยู่ที่ธรณีประตู คิดว่าประเดี๋ยวเขาจักมา ประเดี๋ยว เขาจักมา จนเวลาล่วงเลยไปถึงปฐมยาม และมัชฌิมยาม จนถึงเวลาใกล้รุ่ง นางหมดหวังว่า เขาคงไม่มาในเวลานี้แน่ จึงนอนหลับไป พระโพธิสัตว์ได้เห็นเหตุการณ์นี้ จึงคิดว่า ทาสีนี้นั่งอยู่ได้ตลอดกาลยาวนานเท่านี้ ด้วยความหวังว่า ชายผู้นั้นจักมา รู้ว่าบัดนี้เขาไม่มา เป็นผู้หมดความหวัง ย่อมนอนหลับสบาย ขึ้นชื่อว่าความหวัง ในกิเลสทั้งหลาย เป็นทุกข์ ความไม่มีความหวังเท่านั้น เป็นสุข จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :

 

[๖๒๐] ผู้ไม่มีความหวัง ย่อมหลับเป็นสุข ความหวัง ย่อมเผล็ดผลเป็นสุขได้

 

นางปิงคลาทาสี ได้ทำความหวังจนหมดหวังแล้ว จึงหลับเป็นสุขได้.

 

วันรุ่งขึ้น พระโพธิสัตว์นั้นจากบ้านนั้นเข้าไปยังป่า เห็นดาบสผู้หนึ่งนั่งเข้าฌานอยู่ในป่า จึงคิดว่า ความสุขอันยิ่งกว่าความสุขในฌาน ย่อมไม่มีในโลกนี้และในโลกหน้า จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :

 

[๖๒๑] ทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า ธรรมอันจะนำความสุขมาให้ยิ่งไปกว่าสมาธิ

 

ย่อมไม่มี ผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมไม่เบียดเบียนทั้งคนอื่น และตนเอง





ที่มา : http://group.wunjun.com/leavesofeden/topic/136965-3325